ทรัพยากรป่าไม้

อย่างป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อื่น ๆ  เพราะป่าไม้มีประโยชน์ทั้งการเป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัยสี่  คือ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคสำหรับมนุษย์ และยังมีประโยชน์ในการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม  ถ้าป่าไม้ถูกทำลายลงไปมาก ๆ  ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ  เช่น  สัตว์ป่า  ดิน  น้ำ  อากาศ  ฯลฯ เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย  จะส่งผลไปถึงดินและแหล่งน้ำด้วย  เพราะเมื่อเผาหรือถางป่าไปแล้ว  พื้นดินจะโล่งขาดพืชปกคลุม  เมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างหน้าดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินไป  นอกจากนั้นเมื่อขาดต้นไม้คอยดูดซับน้ำไว้น้ำก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือน และที่ลุ่มในฤดูน้ำหลากพอถึงฤดูแล้งก็ไม่มีน้ำซึมใต้ดินไว้หล่อเลี้ยงต้นน้ำลำธารทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อย  ส่งผลกระทบต่อมาถึงระบบเศรษฐกิจและสังคม  เช่น  การขาดแคลนน้ำในการการชลประทานทำให้ทำนาไม่ได้ผลขาดน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า

                ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย
ประเภทของป่าไม้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกระจายของฝน  ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้งปริมาณน้ำฝนทำให้ป่าแต่ละแห่งมีความชุ่มชื้นต่างกัน  สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1.  ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ  (Evergreen)
2.  ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)

ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)

ป่าประเภทนี้มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี  เนื่องจากต้นไม้แทบทั้งหมดที่ขึ้นอยู่เป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบ  ป่าชนิดสำคัญซึ่งจัดอยู่ในประเภท  นี้  ได้แก่

1.  ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)

ป่าดงดิบที่มีอยู่ทั่วในทุกภาคของประเทศ แต่ที่มีมากที่สุด  ได้แก่  ภาคใต้และภาคตะวันออก  ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความชื้นมากในท้องที่ภาคอื่น  ป่าดงดิบมักกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นมาก ๆ  เช่น  ตามหุบเขาริมแม่น้ำลำธาร  ห้วย  แหล่งน้ำ และบนภูเขา  ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบชนิดต่าง ๆ  ดังนี้
         1.1  ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest)

เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร  จากระดับน้ำทะเล  ไม้ที่สำคัญก็คือ ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ  เช่น  ยางนา  ยางเสียน  ส่วนไม้ชั้นรอง คือ  พวกไม้กอ  เช่น  กอน้ำ  กอเดือย
         1.2  ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)
เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย  เช่น  ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตร  ไม้ที่สำคัญได้แก่  มะคาโมง ยางนา  พยอม  ตะเคียนแดง  กระเบากลัก และตาเสือ
1.3  ป่าดิบเขา (Hill  Evergreen Forest)
ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร  ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล  ไม้ส่วนมากเป็นพวก   Gymonosperm  ได้แก่  พวกไม้ขุนและสนสามพันปี  นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่  พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมา  ได้แก่  เป้ง  สะเดาช้าง และขมิ้นต้น
2.  ป่าสนเขา (Pine Forest)

ป่าสนเขามักปรากฎอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูงประมาณ 200-1800 เมตร  ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลในภาคเหนือ  ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  บางทีอาจปรากฎในพื้นที่สูง 200-300 เมตร  จากระดับน้ำทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต้  ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ  ส่วนไม้ชนิดอื่นที่ขึ้นอยู่ด้วยได้แก่พันธุ์ไม้ป่าดิบเขา  เช่น  กอชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าแดงบางชนิด คือ เต็ง  รัง  เหียง  พลวง  เป็นต้น
  3.  ป่าชายเลน (Mangrove Forest)

บางทีเรียกว่า “ป่าเลนน้ำเค็ม”หรือป่าเลน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจ  ป่าชนิดนี้ปรากฎอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเลหรือบริเวณปากน้ำแม่น้ำใหญ่ ๆ  ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึงในพื้นที่ภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน  ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยู่ทุกจังหวัดแต่ที่มากที่สุดคือ บริเวณปากน้ำเวฬุ  อำเภอลุง  จังหวัดจันทบุรี

พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลน  ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็กใช้ประโยชน์สำหรับการเผาถ่านและทำฟืนไม้ชนิดที่สำคัญ คือ โกงกาง  ประสัก  ถั่วขาว  ถั่วขำ  โปรง  ตะบูน  แสมทะเล  ลำพูนและลำแพน  ฯลฯ  ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก  ปรงทะเลเหงือกปลายหมอ  ปอทะเล และเป้ง  เป็นต้น
  4.  ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Swamp Forest)

ป่าชนิดนี้มักปรากฎในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก ๆ  ดินระบายน้ำไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง  มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ  เช่น  ครอเทียน  สนุ่น  จิก  โมกบ้าน  หวายน้ำ  หวายโปร่ง  ระกำ  อ้อ และแขม  ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปีดินป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาสดินเป็นพีท  ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกัน  เป็นเวลานานป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเลต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่นพื้นที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก “ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด”  อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ  มากชนิดขึ้นปะปนกัน
 ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าพรุ  ได้แก่  อินทนิล  น้ำหว้า  จิก  โสกน้ำ  กระทุ่มน้ำภันเกรา  โงงงันกะทั่งหัน  ไม้พื้นล่างประกอบด้วย  หวาย  ตะค้าทอง  หมากแดง และหมากชนิดอื่น ๆ

5.  ป่าชายหาด (Beach Forest)

เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล  น้ำไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริมทะเล  ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล  ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ  ใบหนาแข็ง  ได้แก่  สนทะเล  หูกวาง  โพธิ์ทะเล  กระทิง  ตีนเป็ดทะเล  หยีน้ำ  มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง  ตามฝั่งดินและชายเขา  มักพบไม้เกตลำบิด  มะคาแต้  กระบองเพชร  เสมา และไม้หนามชนิดต่าง ๆ  เช่น  ซิงซี่ หนามหัน  กำจาย  มะดันขอ  เป็นต้น

                ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Declduous)

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจำพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น  ในฤดูฝนป่าประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่มพอถึงฤดูแล้งต้นไม้  ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทำให้ป่ามองดูโปร่งขึ้น และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้เล็ก ๆ  ป่าชนิดสำคัญซึ่งอยู่ในประเภทนี้  ได้แก่

1.  ป่าเบญจพรรณ (Mixed Declduous Forest)

ป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่งและยังมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ  ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไปพื้นที่ดินมักเป็นดินร่วนปนทราย  ป่าเบญจพรรณ  ในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปครอบคลุมลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี  ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก  มีป่าเบญจพรรณน้อยมากและกระจัดกระจาย  พันธุ์ไม้ชนิดสำคัญได้แก่  สัก  ประดู่แดง  มะค่าโมง  ตะแบก  เสลา  อ้อยช้าง  ส้าน  ยม หอม  ยมหิน  มะเกลือ  สมพง  เก็ดดำ  เก็ดแดง  ฯลฯ  นอกจากนี้มีไม้ไผ่ที่สำคัญ  เช่น  ไผ่ป่า  ไผ่บง  ไผ่ซาง  ไผ่รวก  ไผ่ไร  เป็นต้น

2.  ป่าเต็งรัง (Declduous Dipterocarp Forest)

หรือที่เรียกกันว่าป่าแดง  ป่าแพะ  ป่าโคก  ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง  ตามพื้นป่ามักจะมีโจด  ต้นแปรง และหญ้าเพ็ก  พื้นที่แห้งแล้งดินร่วนปนทราย หรือกรวด  ลูกรัง  พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา  ในภาคเหนือส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุด  ตามเนินเขาหรือที่ราบดินทรายชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าแดง หรือป่าเต็งรัง  ได้แก่  เต็ง  รัง  เหียง  พลวง  กราด  พะยอม  ติ้ว  แต้ว  มะค่าแต  ประดู่  แดง  สมอไทย  ตะแบก  เลือดแสลงใจ  รกฟ้า  ฯลฯ  ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมาก  ได้แก่  มะพร้าวเต่า  ปุ่มแป้ง  หญ้าเพ็ก  โจด  ปรงและหญ้าชนิดอื่น ๆ

  3.  ป่าหญ้า (Savannas Forest)

ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาคบริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลายบริเวณพื้นดินที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง  หญ้าชนิดต่าง ๆ  จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย  พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี  พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ  หญ้าคา  หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง  หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง  บริเวณที่พอจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้าได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึ้นอยู่ เช่น  ตับเต่า  รกฟ้าตานเหลือ  ติ้วและแต้ว

 ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้

หย่อนใจได้ดี  นอกจากนั้นป่าไม้ยังเป็นที่รวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์จำนวนมาก  จึงเป็นแหล่งให้มนุษย์     ป่าไม้มีประโยชน์มากมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ได้แก่.

ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits)

ได้แก่  ปัจจัย 4 ประการ

1.  จากการนำไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  เช่น  เฟอร์นิเจอร์  กระดาษ  ไม้ขีดไฟ  ฟืน  เป็นต้น

2.  ใช้เป็นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล

3.  ใช้เส้นใย  ที่ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มาถักทอ  เป็นเครื่องนุ่งห่ม  เชือกและอื่น ๆ

4.  ใช้ทำยารักษาโรคต่าง ๆ

      ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits)

1.  ป่าไม้เป็นเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารเพราะต้นไม้จำนวนมากในป่าจะทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาค่อย ๆ ซึมซับลงในดินกลายเป็นน้ำใต้ดินซึ่งจะไหลซึมมาหล่อเลี้ยงให้แม่น้ำ  ลำธารมีน้ำไหลอยู่ตลอดปี

2.  ป่าไม้ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาวะอากาศ  ไอน้ำซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช  ซึ่งเกิดขึ้นอยู่มากมายในป่าทำให้อากาศเหนือป่ามีความชื้นสูงเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงไอน้ำเหล่านั้นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆแล้วกลายเป็นฝนตกลงมา  ทำให้บริเวณที่มีพื้นป่าไม้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่เกิดความแห้งแล้ง

3.  ป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนและศึกษาความรู้ บริเวณป่าไม้จะมีภูมิประเทศที่สวยงามจากธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าจึงเป็นแหล่งพักผ่อนได้ศึกษาหาความรู้

4.  ป่าไม้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย โดยช่วยลดความเร็วของลมพายุที่พัดผ่านได้ตั้งแต่  ๑๑-๔๔  %  ตามลักษณะของป่าไม้แต่ละชนิด  จึงช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากวาตภัยได้ซึ่งเป็นการป้องกันและควบคุมน้ำตามแม่น้ำไม่ให้สูงขึ้นมารวดเร็วล้นฝั่งกลายเป็นอุทกภัย

5.  ป่าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพัดพาหน้าดิน  จากน้ำฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลงการหลุดเลือนของดินจึงเกิดขึ้นน้อย และยังเป็นการช่วยให้แม่น้ำลำธารต่าง ๆ  ไม่ตื้นเขินอีกด้วย  นอกจากนี้ป่าไม้จะเป็นเสมือนเครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ  จึงนับว่ามีประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน

สาเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย

1.การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
ตัวการของปัญหานี้คือนายทุนพ่อค้าไม้  เจ้าของโรงเลื่อย  เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้  ผู้รับสัมปทานทำไม้และชาวบ้านทั่วไป  ซึ่งการตัดไม้เพื่อเอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมาย  ปริมาณป่าไม้ที่ถูกทำลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ตามอัตราเพิ่มของจำนวนประชากร  ยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเท่าใด  ความต้องการในการใช้ไม้ก็เพิ่มมากขึ้น  เช่น  ใช้ไม้ในการปลูกสร้างบ้านเรือนเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถ่านในการหุงต้ม  เป็นต้น

2.  การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบครองที่ดิน
เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น  ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินก็อยู่สูงขึ้น เป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าไม้  แผ้วถางป่า หรือเผาป่าทำไร่เลื่อนลอย  นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จ้างวานให้ราษฎรเข้าไปทำลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป

3.  การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก
เช่น  มันสำปะหลัง  ปอ  เป็นต้น  โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเกษตร

4.  การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ พื้นที่
ทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา  ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลาและมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

5.  การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ
เช่น  เขื่อน  อ่างเก็บน้ำ  เส้นทางคมนาคม  การสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้พื้นที่เก็บน้ำหน้าเขื่อนที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์  ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย  เช่น  การสร้างเขื่อนรัชชประภาเพื่อกั้นคลองพระแสงอันเป็นสาขาของแม่น้ำพุมดวง-ตาปี ทำให้น้ำท่วมบริเวณป่าดงดิบซึ่งมีพันธุ์ไม้หนาแน่นประกอบด้วยสัตว์นานาชนิดนับแสนไร่  ต่อมาจึงเกิดปัญหาน้ำเน่าไหลลงลำน้ำพุมดวง

6.  ไฟไหม้ป่า
มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง  ซึ่งอากาศแห้งและร้อนจัด  ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทำของมะม่วงที่อาจลักลอบเผาป่าหรือเผลอ  จุดไฟทิ้งไว้โดยเฉพาะในป่าไม้เป็นจำนวนมาก

7.  การทำเหมืองแร่
แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อนจึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง  เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้าง             ถนน หนทาง  การระเบิดหน้าดิน  เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุ  ส่งผลถึงการทำลายป่า

 

การอนุรักษ์ป่าไม้

    ป่าไม้ถูกทำลายไปจำนวนมาก  จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลกรวมทั้งความสมดุลในแง่อื่นด้วย  ดังนั้น  การฟื้นฟูสภาพป่าไม้จึงต้องดำเนินการเร่งด่วน  ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและ   ประชาชน  ซึ่งมีแนวทางในการกำหนดแนวนโยบายด้านการจัดการป่าไม้  ดังนี้
1.  นโยบายด้านการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้
2.  นโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เกี่ยวกับงานป้องกันรักษาป่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสันทนาการ
3.  นโยบายด้านการจัดการที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถิ่น
4.  นโยบายด้านการพัฒนาป่าไม้  เช่น  การทำไม้และการเก็บหาของป่า  การปลูก และการบำรุงป่าไม้  การค้นคว้าวิจัย และด้านการอุตสาหกรรม
5.  นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโยบายดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้ได้รับผลประโยชน์  ทั้งทางด้านการอนุรักษ์และด้านเศรษฐกิจอย่างผสมผสาน                                              ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติและมีทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

 

 

 

 

 

1. สรุปผลการดำเนินงานรายยุทธศาสตร์

 

       กระทรวงการคลังได้ดำเนินงานตามประเด็นยุทธศาสตร์รวม 4 ประเด็น  และตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1     : บริหารและรักษาความยั่งยืนทางการคลัง

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2     : เสริมสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3     : สนับสนุนความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4     : บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ และ

นโยบายรัฐบาล         : นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กระทรวงการคลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ (ยกเว้นงบประมาณรายจ่ายประจำ) และเงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (Stimulas Package 2: SP2) รวมทั้งสิ้น 5,747,857,300 บาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณเพื่อประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 รวมจำนวน 1,736,129,500 บาท ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 รวมจำนวน 2,977,360,000 บาท และประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 รวมจำนวน 1,034,367,800  บาท สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 กระทรวงการคลังดำเนินการโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำ  และสำหรับนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบนั้น  กระทรวงการคลังดำเนินการโดยใช้งบประมาณผูกพันคงเหลือ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550- 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 กระทรวงการคลังสามารถดำเนินการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ (ยกเว้นงบประมาณรายจ่ายประจำ) และเงินกู้ SP 2 ได้ดังนี้  ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 สามารถเบิกจ่ายได้ร้อยละ 41.67 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 สามารถเบิกจ่ายได้ร้อยละ 98.58 และประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 สามารถเบิกจ่ายได้ร้อยละ 65.49

 

ทั้งนี้  กระทรวงการคลังมีผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะของแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐบาล มีดังต่อไปนี้

 

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 :       บริหารและรักษาความยั่งยืนทางการคลัง

กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้รวมทั้งสิ้นจำนวน 28 โครงการ อาทิ  โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต  ค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์แสตมป์สรรพสามิต ค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียม  โครงการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายทดแทนเครื่องเดิมและ Consolidate ระบบงานภาษีสรรพากร  เป็นต้น  โดยกระทรวงการคลังได้รับจัดสรรเงินงบประมาณและเงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (Stimulus Package 2: SP 2) รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,736,129,500 บาท  สามารถเบิกจ่ายได้รวม 723,404,666.30 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41.67 โดยมีปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะในโครงการดังต่อไปนี้

แผนงาน/โครงการ

ปัญหา/อุปสรรค

ข้อเสนอแนะ

1. โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต (กรมธนารักษ์) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ  เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553  อนุมัติให้กรมฯ  ขยายระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างฯ ในวงเงิน 2,600 ล้านบาท  โดยดำเนินการลงนามในสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2553 ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการเดิมที่กระทรวง การคลังเห็นชอบให้กรมฯ ดำเนินการ  3 ขั้นตอน  คือ

1.  จัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม  (EIA)  จำนวน 12,450,000  บาท

2.  การก่อสร้างควบคู่การออกแบบรายละเอียดโครงการ (Detail  Design & Built) จำนวน 2,543,775,000 บาท

3.  การควบคุมการก่อสร้าง  จำนวน  43,775,000  บาท

จึงให้ปรับเปลี่ยนเป็นดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ

1. ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามแบบเบื้องต้น จำนวน 11,500, 000 บาท

2.  จ้างที่ปรึกษาเพื่อบริหารโครงการและจ้างที่ปรึกษา  เพื่อศึกษาทางด้านการตลาดและธุรกิจ จำนวน 55,500,000 บาท  และ  20,000,000 บาท

3.  จ้างออกแบบ Detail  Design และ ควบคุมงานก่อสร้าง จำนวน  85,000,000  บาท

4.  ประกาศหาผู้รับเหมาและจัดทำสัญญาก่อสร้าง  จำนวน 2,428,000,000  บาท  เพื่อให้สามารถใช้ระยะเวลาดำเนินการได้ทันกรอบระยะเวลาที่ต้องดำเนินการภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง

-
2. โครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ (กรมธนารักษ์)

 

สภาพอากาศไม่อำนวย อาทิ มีฝนตกหนัก มีความชื้นสูง เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้

 

กรมฯ จะเร่งรัดและกำกับการปฏิบัติงานของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ทั้ง 10 จังหวัดข้างต้น ให้ควบคุมการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการให้เป็นไปตามแผนและเบิกจ่ายเงินตามงวดงานที่กำหนดวงเงินของปี  2554 จำนวน 6.013 ล้านบาท  กรมฯ  จะดำเนินการโอนจัดสรรเงินไปให้สำนักงาน ธนารักษ์พื้นที่ที่รับผิดชอบ  ดำเนินการเบิกจ่ายตามงวดงานต่อไป
3. ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและพัฒนาระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ  (กรมบัญชีกลาง) เนื่องจากงานที่ดำเนินการเป็นงานที่ต้องคาบเกี่ยวระหว่างปีงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถทำสัญญาจ้างให้งานเสร็จภายในงบประมาณได้ กรมบัญชีกลางมีแผนการปรับปรุงการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับแผนการเบิกจ่ายเงินของโครงการ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยจะเริ่มดำเนินการสำหรับการเสนอของบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป
4. ค่าใช้จ่ายในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน  (กรมบัญชีกลาง) เนื่องจากงานที่ดำเนินการเป็นงานที่ต้องคาบเกี่ยวระหว่างปีงบประมาณทำให้ไม่สามารถทำสัญญาจ้างให้งานเสร็จภายในปีงบประมาณได้ กรมบัญชีกลางมีแผนการปรับปรุงการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับแผนการเบิกจ่ายเงินของโครงการเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร โดยจะเริ่มดำเนินการสำหรับการเสนอของบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป
5. ค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนารูปแบบวิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ภายใต้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (กรมบัญชีกลาง) เนื่องจากมีการพิจารณาปรับปรุงรายละเอียด TOR หลายรอบ เพื่อให้ได้เนื้องานที่มีรายละเอียดครบถ้วน และสมบูรณ์ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณได้

 

-
6. โครงการก่อสร้างและซ่อมแซมปรับปรุงบ้านพักข้าราชการ

(กรมบัญชีกลาง)

เนื่องจาก คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 อนุมัติให้กรมบัญชีกลางปรับแผนการดำเนินงานในปี 2554 – 2555   มาดำเนินการในปี 2553   และสำนักงบประมาณได้โอนเงินประจำงวดให้กรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการ ในรอบที่ 2 จำนวน 86,054,600 บาท เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553  จึงไม่สามารถดำเนินการเพื่อเบิกจ่ายเงิน ให้แล้วเสร็จภายในเดือน กันยายน 2553 ได้  และบางสัญญามีระยะเวลาสิ้นสุดในเดือน มิถุนายน 2553 -
7. โครงการจัดตั้งการให้บริการระบบ National Single Window (NSW) (กรมศุลกากร) 1. นำ TOR ขึ้นเว็ปไซต์เพื่อประชาพิจารณ์ 3 ครั้ง

2. ยกเลิกการประกวดราคาเนื่องจากไม่มีบริษัทใดผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น

กรมศุลกากรได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
8. ปรับปรุงยกระดับพื้นผิวจราจรและระบบระบายน้ำพร้อมสิ่งประกอบอื่นภายในบริเวณกรมศุลกากร 1 แห่ง (กรมศุลกากร) เนื่องจากได้รับจัดสรรเงินไม่เต็มตามวงเงินที่ของบประมาณ ต้องปรับปรุง TOR  ใหม่ ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้าออกไป กรมศุลกากรได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
9. โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรบูเก๊ะตา ระยะที่ 3  (กรมศุลกากร) เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการประกวดราคา ในประเด็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงส่งเรื่องหารือกรมบัญชีกลางกรมบัญชีกลางแจ้งให้กรมศุลกากรดำเนินการตามความเหมาะสม  กรมศุลกากร จึงสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

- ต่อมาบริษัทฯ มีหนังสือยกเลิกการยืนราคาเนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาการยืนราคา กรมฯ จึงประกาศยกเลิกการประกวดราคา และประกวดราคาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว จะเร่งรัดให้ดำเนินการและเบิกจ่ายตามสัญญา
10. โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการเกาะสมุย (กรมศุลกากร) ได้รับจัดสรรงบประมาณ ตามหนังสือสำนักงบประมาณ ที่ นร 0708/18031  ลงวันที่ 8 เมษายน 2553

 

กรมศุลกากรเร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
11. โครงการพัฒนาด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ (กรมศุลกากร) สถานที่ก่อสร้างเป็นพื้นที่ที่มีรถผ่านเข้า-ออก ตลอดเวลา ทำให้การก่อสร้างไม่เป็นไปตามงวดงานที่ได้วางไว้ ให้ผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจราจรไปก่อน
12. โครงการพัฒนาระบบงานภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (กรมสรรพากร) 1. ได้ดำเนินการตามระเบียบฯ พัสดุ และประกาศร่าง TOR  จำนวน 3 ครั้ง

- ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 – 29 มกราคม 2553 มีผู้วิจารณ์

- คณะกรรมการฯ พิจารณาสรุปผลแจ้ง คณะกรรมการคอมพิวเตอร์กระทรวงการคลัง (คคค.) ปรับเปลี่ยนรายละเอียดคุณลักษณะ เมื่อ 25 เมษายน2553 และ คคค. รับทราบ

- ครั้งที่ 2 วันที่ 6-14 พฤษภาคม 2553

- ครั้งที่ 3  วันที่ 22 มิถุนายน 2553

2. เป็นข้อจำกัดทางระเบียบพัสดุ กรณีมีผู้วิจารณ์และเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมบริหารและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย

-
13. ค่าก่อสร้างอาคารสำนักงานสรรพากร พื้นที่สมุทรสงคราม (กรมสรรพากร) 1.เนื่องจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองได้มีการปรับเปลี่ยนแผนผังบริเวณก่อสร้างใหม่ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดผังเมืองทำให้การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า

2.ผู้รับเหมาก่อสร้างมีปัญหาด้านคนงานและผู้ควบคุมงานได้มีหนังสือเร่งรัดการก่อสร้างจำนวน 3 ครั้ง

ปัญหา/อุปสรรคได้รับการแก้ไขแล้ว จึงควรเร่งรัดให้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างและคณะกรรมการตรวจการจ้าง ดำเนินควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดรวมทั้งการตรวจรับงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด เวลาของระเบียบพัสดุฯ โดยให้เป็นไปตามงวดงานของสัญญาเพื่อลดปัญหาการเบิกจ่ายเหลื่อมปีของงบประมาณถัดไป

 

14. โครงการวิจัยเรื่อง  ภาระผูกพันทาง การคลังของรัฐบาล : หนี้สาธารณะที่ซ่อนเร้น ขอบเขตการศึกษาที่กว้าง ทำให้คณะผู้วิจัยต้องศึกษา และรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งความรู้ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ -
15. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการป้องปรามธุรกิจการเงินนอกระบบ  (สป.กค.) 1. ไม่สามารถควบคุมได้ว่าวิทยากรตัวคูณจะนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือไม่

2. ไม่สามารถควบคุมได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ ที่เข้าร่วมประชุมสัมมนาตามโครงการฯ มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนหรือไม่

1. ได้เร่งรัดและขอความร่วมมือจากวิทยากรตัวคูณให้นำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจการเงินนอกระบบและสื่อประชาสัมพันธ์ที่ได้รับไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ได้มากที่สุด และในระยะเวลารวดเร็ว เพื่อมิให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนจากการถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงจากผู้ประกอบธุรกิจการเงินนอกระบบอีกต่อไป

2. ได้จัดทำคู้มือพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ รวมทั้งให้ความสนับสนุนร่วมมือซึ่งกันและกัน อันจะเป็นประโยชน์ให้องค์กรของรัฐดำเนินงานไปได้ผลดีตามเป้าหมาย

16. โครงการคลังของไทยคลังของชาติ  (สป.กค.) 1. มีการแก้ไขเนื้อหาและข้อความในการประชาสัมพันธ์หลายครั้ง

2. การขาดประสบการณ์ในการจัดจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศ

-

 

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 :       เสริมสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้รวมทั้งสิ้นจำนวน 11 โครงการ อาทิ โครงการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจนโยบายพัฒนารัฐวิสาหกิจ เป็นต้น โดยกระทรวงการคลังได้รับจัดสรรเงินงบประมาณและเงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (Stimulus Package 2: SP 2) รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,977,360,000 บาท   สามารถเบิกจ่ายได้รวม 2,935,229,455 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 98.58 ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรค ในโครงการ ดังนี้

 

 

 

 

1. โครงการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลกรรมการรัฐวิสาหกิจ(GFMIS-SOE) ระบบกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจ (Excel/ Standalone) ระบบศูนย์ประสานงานและบริการข้อมูลกรรมการรัฐวิสาหกิจ (MOFBoardCenter) และระบบบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ (Directors Pool)  คือ การขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบฐานข้อมูล จึงทำให้การร่างขอบเขตการทำงาน (TOR) มีความชัดเจนไม่เพียงพอ

2. ปรับปรุงและพัฒนาบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทันสมัยและจำเป็นต่อการเพิ่มความ สามารถในการแข่งขันและยก ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน (โครงการจ้างลูกจ้างชั่วคราว) คือ เนื่องจากเป็นโครงการจ้างลูกจ้างชั่วคราว 80 อัตรา ในระหว่างดำเนินโครงการมีการไหลเข้า-ออก (Turn Over) ของลูกจ้างอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นผลให้ไม่สามารถควบคุมอัตราการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ได้

 

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 :       สนับสนุนความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการนำที่ดินราชพัสดุมาสนับสนุนการปลูกพืชอาหารและพืชทดแทนพลังงาน (โครงการ 1 ล้านไร่มิติใหม่ที่ราชพัสดุ)  โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน56,000 ไร่  และสามารถดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน70,724 ไร่ซึ่งเท่ากับร้อยละ 126.29

 

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4  :      บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้รวมทั้งสิ้นจำนวน 22 โครงการ อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการสรรพสามิต  โครงการปรับปรุงและพัฒนาระบบฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทยกระทรวงการคลัง โครงการระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ในสังกัดกระทรวงการคลัง  โครงการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองกระทรวงการคลัง (DisasterRecoveryCenter:DRC) โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการเงินและเศรษฐกิจมหภาคสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  เป็นต้น โดยกระทรวงการคลังได้รับจัดสรรเงินงบประมาณและเงินกู้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (Stimulus Package 2: SP 2) รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,034,367,800  บาท  สามารถเบิกจ่ายได้รวม 667,470,426.10 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 65.49 ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรค และข้อเสนอแนะในโครงการ ดังนี้

 

แผนงาน/โครงการ

ปัญหา/อุปสรรค

ข้อเสนอแนะ

1. ค่าก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการด่านศุลกากร อรัญประเทศ (กรมศุลกากร) - กรมศุลกากรได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
2. ค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการด่านศุลกากรแม่กลองแห่งใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกอบ (กรมศุลกากร) - กรมศุลกากรได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
3. โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการด่านศุลกากรแม่สะเรียง (กรมศุลกากร) ได้รับงบประมาณล่าช้า

 

กรมศุลกากรเร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
4. โครงการก่อสร้างอาคารที่พักข้าราชการด่านศุลกากรนครพนม (กรมศุลกากร)

 

 

ได้รับงบประมาณล่าช้า

 

 

 

กรมศุลกากรเร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงิน
5. โครงการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ (สบน.) 1.เนื่องจากมีข้อจำกัดในการทำ Cleansing Data และการกำหนดชุดข้อมูลที่มีอยู่หลากหลายของ สบน.

2.พบความไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกันของข้อมูลในฐานข้อมูลหนี้สาธารณะ

เร่งตรวจสอบแก้ไขความไม่ถูกต้องของข้อมูลและการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
6. โครงการระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ในสังกัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) งวดการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการโอนเงินธนาคารของระบบ GFMIS มีกำหนด 2 งวด ทุกสิ้น 6 เดือน ซึ่งงวดที่ 2 (เมษายน 2553 – กันยายน 2553) จะสามารถดำเนินการตรวจรับและเบิกจ่ายค่าธรรมเนียมได้ภายหลังกันยายน 2553 ปรับปรุงงวดการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการโอนเงินธนาคารเป็นประจำทุกไตรมาส
7. โครงการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองกระทรวงการคลัง (Disaster RecoveryCenter: DRC) (สป.กค.) 1. การจัดทำแผน DRP ของแต่ละหน่วยงานใช้เวลาในการจัดทำ DRP มาก เนื่องจากจะปรับแผนให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน

2. การประเมินผลการปฏิบัติงานต้องใช้เวลา เนื่องจากจะต้องมีการทดสอบและทดลองปฏิบัติงานตามแผน DRP ในลักษณะเสมือนจริง

-
8. ค่าก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยขนาด 39 หน่วย สำนักงานสรรพากรพื้นที่สงขลา 1 (กรมสรรพากร)

 

1. การกำหนดราคากลางสูงกว่างบประมาณได้รับ ทำให้ไม่มีผู้มายื่นซองประกวดราคา และจะต้องขออนุมัติเพิ่มวงเงินงบประมาณทำให้การทำสัญญาไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามแผนงาน

2. มีการแก้ไขโครงหลังคาเป็นเหล็กไร้สนิมทำให้ต้องหยุดบางส่วนที่มีส่วนต่อเนื่องกับโครงหลังคา

ได้ทำสัญญาเรียบร้อยแล้วจึงควร เร่งรัดให้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างและคณะ กรรมการตรวจการจ้าง ดำเนินควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดรวมทั้งการตรวจรับงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาของระเบียบ พัสดุฯ โดยให้เป็นไปตามงวดงานของสัญญาเพื่อลดปัญหาการเบิกจ่ายเหลื่อมปีของงบประมาณถัดไป
9. ค่าก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยขนาด 76 หน่วย สำนักงานสรรพากรภาค 8 (เชียงใหม่) (กรมสรรพากร)

 

1.การแก้ไขแบบแปลนวิศวกรรมโครงสร้าง แปลนฐานราก เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นเขตพื้นที่แผ่นดินไหวจากแบบเดิมพื้นวางบนดินเป็นพื้นที่วางบนคาน ทำให้มีการทบทวนราคาวัสดุก่อสร้างใหม่

2.ด้านผู้รับเหมาก่อสร้างช่วงแรก มีวัสดุและคนไม่พร้อมซึ่งผู้ควบคุมงานก่อสร้างได้ดำเนินการเร่งรัดฯให้ก่อสร้างเป็นไปตามงวดงานแล้ว

ได้ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว
จึงควรเร่งรัดให้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างและคณะกรรมการตรวจการจ้าง ดำเนินควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดรวมทั้งการตรวจรับงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาของระเบียบ พัสดุฯ โดยให้เป็นไปตามงวดงานของสัญญาเพื่อลดปัญหาการเบิกจ่ายเหลื่อมปีของงบประมาณถัดไป
10. ค่าก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยขนาด 76 หน่วย สำนักงานสรรพากร ภาค 12 (สงขลา)  (กรมสรรพากร) ปรับปรุงแก้ไขราคากลางให้เป็นปัจจุบันตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551

 

หลังจากปรับปรุงราคาตามมติครม. ได้ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว จึงควรเร่งรัดให้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างและคณะกรรมการตรวจการจ้าง ดำเนินควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดรวมทั้งการตรวจรับงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาของระเบียบ พัสดุฯ โดยให้เป็นไปตามงวดงานของสัญญาเพื่อลดปัญหาการเบิกจ่ายเหลื่อมปีของงบประมาณถัดไป
11. ค่าก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยขนาด 71 หน่วย สำนักงานสรรพากรพื้นที่ปทุมธานี 2 (กรมสรรพากร) มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้างจาก สำนักงานสรรพากรภาค 10  (อุดรธานี) มาเป็นสำนักงานสรรพากรพื้นที่ปทุมธานี 2  ซึ่งจะต้องดำเนินการขออนุมัติ คณะรัฐมนตรี หลังจากที่ครม.อนุมัติได้ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว จึงควรเร่งรัดให้ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้าง ควบคุมการก่อสร้าง รวมทั้งการตรวจรับงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาของระเบียบพัสดุฯ โดยให้เป็นไปตามงวดงานของสัญญาเพื่อลดปัญหาเบิกจ่ายเหลื่อมปีของงบประมาณถัดไป
12. โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการเงินและเศรษฐกิจมหภาคสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) 1. เริ่มดำเนินงานโครงการล่าช้า เนื่องจากการจัดทำสัญญาล่าช้า (สศค. ประกาศผลผู้ชนะการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553)

2. ในขั้นตอนการสำรวจความต้องการข้อมูลที่จะจัดเก็บลงในฐานข้อมูล จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการหาข้อยุติ/ข้อสรุปเรื่องข้อมูล

3. มีการประกาศจากรัฐบาลให้ช่วงเวลาระหว่าง วันที่ 17 – 21 พฤษภาคม 2553 เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่บริษัทและเจ้าหน้าที่ ของ สศค. ดำเนินงานในขั้นตอนสำรวจความต้องการ

-
13. โครงการขยายบทบาทสำนักงานเศรษฐกิจการคลังสู่ภูมิภาค (สศค. สัญจร) ภายใต้ค่าใช้จ่ายโครงการเวทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO Forum) (สศค.) การปรับราคาค่าตั๋วเครื่องบินของ บมจ.การบินไทย

 

1. ขอรายชื่อผู้แทนจากหน่วยงานภายใน สศค. และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า ซึ่งจะได้ในราคาที่ต่ำลง

2. จำกัดจำนวนคณะทำงาน และผู้เดินทาง


 

นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ

กระทรวงการคลังได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ  โดยได้จัดให้มีการลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบตั้งแต่วันที่ 1-31 มกราคม 2553  และได้ทำการคัดแยกข้อมูลลูกหนี้ และเริ่มดำเนินการเจรจาหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553  ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 มีจำนวนลูกหนี้ได้รับการเจรจาแล้ว 1,052,739 ราย  จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 1,183,355 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 88.85 โดยผู้ที่ประสงค์จะกู้ธนาคาร 527,521 ราย อนุมัติเงินกู้แล้ว 377,886 ราย  จำนวนเงินกู้ 31,596 ล้านบาท

ปัญหา/อุปสรรค :

1. โครงสร้างของหน่วยงานหลักไม่สอดคล้องกับภารกิจ

2. บุคลากรไม่เพียงพอ

3. ขาดความต่อเนื่องของนโยบาย

 

 

 

2. สรุปผลการดำเนินงานรายกรม

 

1. สรุปผลการดำเนินงานและผลการเบิกจ่ายของกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง มีดังนี้

 

 

กรมที่สามารถเบิกจ่ายได้เกินร้อยละ 50 ได้แก่ กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ  และสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง  และกรมที่สามารถเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าร้อยละ 50 ได้แก่ กรมธนารักษ์ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  ซึ่งกรมที่สามารถเบิกจ่ายได้สูงสุด ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ  และกรมที่เบิกจ่ายได้ต่ำสุด ได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ  ทั้งนี้ปัญหา/อุปสรรค ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รายละเอียดมีดังนี้

 

 

 

2. ผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายรายกรม

 

  • กรมธนารักษ์

 

กรมธนารักษ์มีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 3 โครงการ  ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 รวม 2 โครงการ และตามยุทธศาสตร์ที่ 3 จำนวน 1 โครงการ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 1 โครงการ คือ โครงการนำที่ดินราชพัสดุมาสนับสนุนการปลูกพืชอาหารและพืชทดแทนพลังงาน (โครงการ 1 ล้านไร่มิติใหม่ที่ราชพัสดุ)

-                      งบประมาณรวม  69,830,000 บาท

-                      เบิกจ่ายรวม 34,418,000 คิดเป็นร้อยละ 49.29 ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

  • กรมบัญชีกลาง

 

กรมบัญชีกลางมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 6 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1

-                      งบประมาณรวม 302,517,700 บาท

-                      เบิกจ่ายรวม 187,214,915.54 บาท คิดเป็นร้อยละ 61.88 ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

  • กรมศุลกากร

กรมศุลกากรมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 13 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 รวม 7 โครงการ และโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 4 รวม 5 โครงการ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 3 โครงการ คือ ครุภัณฑ์กรมศุลกากร (รถบรรทุก 9 คัน 8 รายการ)  โครงการก่อสร้างด่านพรมแดนบ้านประกอบ  ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับอาคารสำนักงาน 9 ชั้น 1 ระบบ

-                    งบประมาณรวม 250,831,300 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 95,882,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.37 ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • กรมสรรพสามิต

กรมสรรพสามิตมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 6 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 รวม 4 โครงการ และโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 4 รวม 2 โครงการ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 1 โครงการ คือ ค่าครุภัณฑ์กรมสรรพสามิต

-                    งบประมาณรวม 610,941,300 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 304,088,098.80 บาท คิดเป็นร้อยละ 49.78  ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

  • กรมสรรพากร

กรมสรรพากรมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 11 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 รวม 5 โครงการ และโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 4 รวม 6 โครงการ  สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 3โครงการ คือ โครงการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายทดแทนเครื่องเดิมและ Consolidate ระบบงานภาษีสรรพากร ค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์อากรแสตมป์ การจัดซื้อรถโดยสารขนาด 11 ที่นั่ง

-                    งบประมาณรวม 318,063,900 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 203,006,419 บาท คิดเป็นร้อยละ 63.83 ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 10 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 2 สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 2 โครงการ คือ การจัดมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจ และโครงการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

-                    งบประมาณรวม 2,967,800,000 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 2,929,087,150.87 บาท คิดเป็นร้อยละ 98.70 ซึ่งอัตราการเบิกจ่ายที่สูงเป็นผลมาจากการดำเนินการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งมีงบประมาณสูง  และสคร. สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

  • สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 5 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 รวม 2 โครงการ โครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 2 จำนวน 1 โครงการ และโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 4 รวม 2 โครงการ

-                    งบประมาณรวม 35,436,000 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 7,710,165.35 บาท คิดเป็นร้อยละ 20.91 ซึ่งเป็นอัตราการเบิกจ่ายที่ต่ำ  ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสามารถแสดงผลการเบิกจ่ายได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 4 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1  สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 3 โครงการ คือ โครงการขยายบทบาทสำนักงานเศรษฐกิจการคลังสู่ภูมิภาค (สศค.สัญจร) ภายใต้ค่าใช้จ่ายโครงการเวทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO Forum) โครงการสัมมนาวิชาการประจำปี  และการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

-                    งบประมาณรวม 25,790,000 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 10,611,352.48 บาท คิดเป็นร้อยละ 41.15 ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังมีโครงการตามกรอบแนวทางฯ รวม 5 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 รวม 2 โครงการ โครงการตามยุทธศาสตร์ที่ 4 รวม 3 โครงการ และโครงการตามนโยบายรัฐบาลจำนวน 1 โครงการ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายรวม 3 โครงการ คือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการป้องปรามธุรกิจการเงินนอกระบบ  โครงการจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองกระทรวงการคลัง (DisasterRecoveryCenter: DRC) และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากรให้เป็นนักบริหารมืออาชีพ

-                    งบประมาณรวม 676,250,000 บาท

-                    เบิกจ่ายรวม 590,267,747 บาท คิดเป็นร้อยละ 87.29 ซึ่งสามารถแสดงได้ตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระราชดำริ-ภูเขาป่า

พระราชดำริ “ภูเขาป่า”

ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความรู้เบื้องต้นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นหลักการดำเนินการ
การสร้างภูเขาป่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นมรรควิธีที่พระราชทานแนวคิดที่เป็นทฤษฎีการพัฒนา อันเป็นมิติใหม่แก่วงการป่าไม้ 2 ประการ คือ

ประการแรก หากมีน้ำใกล้เคียงบริเวณนั้นโดยมีพระราชดำรัสว่า

“…ควรสำรวจแหล่งน้ำเพื่อการพิจารณาสร้างฝายขนาดเล็กปิดกั้นร่องน้ำใน เขตต้นน้ำลำธารทั้งนี้เพื่อแผ่กระจายความชุ่มชื้นออกไปให้กว้างขวางอันจะ ช่วยฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณที่สูงให้สมบูรณ์ขึ้น บริเวณดังกล่าวจะได้กลาย เป็น “ภูเขาป่า” ในอนาคต ซึ่งหมายความว่า มีต้นไม้นานาชนิดซึ่งปกคลุมดินในอัตรา หนาแน่นที่เหมาะสมกับลักษณะ ภูมิประเทศแต่ละแห่ง ต้นไม้เหล่านั้นจะมีผล ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นใน ธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ ไม่แห้งแล้งเกินไปและยังช่วยยึดพื้นผิวดิน อันมีค่าไม่ให้ถูกน้ำเซาะทลายลงมา ยังพื้นที่ราบอีกด้วย…”

ประการที่สอง หากไม่มีแหล่งน้ำในพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูป่าไม้ในบริเวณเสื่อมโทรม มีพระราชดำรัสว่า

“…ให้พิจารณาส่งน้ำขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถจ่ายน้ำลงไปหล่อเลี้ยงกล้าไม้อ่อนที่ปลูกทดแทนไว้บนภูเขาได้ ตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งซึ่งกล้าไม้มักมีอัตราสูญเสียค่อนข้างสูง เมื่อกล้าไม่เจริญเติบโตพอสมควรจนสามารถทนทานต่อสภาวะแห้งแล้งได้ แล้วในอนาคตภูเขาป่าที่จะมีความชุ่มชื้นพอสมควร ตลอดจนจะช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ในตอนล่างไม่ให้กลายเป็นดินแดนแห้งแล้ง…”

ซึ่งต่อมาได้พระราชทานพระราชดำรัสเพิ่มเติมว่า

“…จะต้องพยายามสูบน้ำขึ้นไปทีละขั้นจนถึงระดับสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยพิจารณาใช้เครื่องสูบน้ำพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงาน แสงอาทิตย์กับพลังลม ซึ่งมีใช้งานอยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อจะได้มิเปลืองเชื้อเพลิง เมื่อนำน้ำขึ้นไปพัก ณ ระดับสูงสุดได้แล้ว จะสามารถปล่อยน้ำให้ ค่อยๆ ไหลซึมลงมา เพื่อช่วยเร่งรัดการปลูกป่าไม้ที่มีทั้งพันธุ์ไม้ป้องกันกับไม้โตเร็ว นอกจากนั้นยังจะแปรสภาพโครงการภูเขาป่าให้เป็นป่า เปียกซึ่งสามารถป้องกันป่าได้อีกด้วย…”

ภูเขาป่าที่เขียวขจีจากแนวพระราชดำรินี้ สามารถพบเห็นและเข้าศึกษาวิธีการอนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชี้แนะ ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่งด้วยกัน โดยเฉพาะที่เด่นชัด คือ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

 

 

พระราชดำริ-ป่าเปียก

พระราชดำริ “ป่าเปียก”

ทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ด้วยการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงคุณค่าอเนกอนันต์ของน้ำเป็นยิ่งนัก ทรงคำนึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์นั้น จะเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ หากรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ เฉกเช่นเดียวกับพระราชดำริ “ป่าเปียก” เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่านั้น จึงเป็นมรรควิธีที่ทรงคิดค้นขึ้นจากหลักการที่แสนง่ายแต่ได้ ประโยชน์มหาศาล กล่าวคือยามที่เกิดไปไหม้ป่าขึ้นคราใดผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะ คำนึงถึงการแก้ปัญหาด้วยการระดมสรรพกำลังกันดับไฟป่าให้มอดดับอย่างรวดเร็ว แต่แนวทางในการป้องกันไฟป่าในระยะยาวนั้นยังดูเลือนลาง
ในการวางระบบอย่างจริงจัง พระราชดำริป่าเปียกจึงเป็นพระราชดำริหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริทำการศึกษาทดลองจนได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

 

วิธีการสร้าง “ป่าเปียก”

วิธีการแรก : ทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่างๆ ปลูกตามแนวคลองนี้

 

วิธีที่สอง : สร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟป่าเปียก โดยอาศัยน้ำชลประทานและน้ำฝน

 

วิธีที่สาม : โดยการปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้ำ เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ ซึ่งจะทำให้ต้นไม้ งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าเพราะไฟป่าจะเกิดขึ้นหากป่าขาดความชุ่มชื้น

 

วิธีที่สี่ : โดยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่า “Check Dam” ขึ้น เพื่อปิดกั้นร่องน้ำหรือลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บ กักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้จะซึมเข้าไปสะสมในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็น “ป่าเปียก”

 

วิธีที่ห้า : โดยการสูบน้ำเข้าไปในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วปล่อยน้ำลงมาทีละน้อยให้ค่อยๆ ไหลซึมดิน เพื่อช่วยเสริมการปลูกป่า บนพื้นที่สูงในรูป “ภูเขาป่า” ให้กลายเป็น “ป่าเปียก” ซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย
วิธีที่หก : ปลูกต้นกล้วยในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นช่องว่างของป่า ประมาณ 2 เมตร หากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะปะทะต้นกล้วยซึ่งอุ้มน้ำไว้ได้ มากกว่าพืชอื่น ทำให้ลดการสูญเสียน้ำลงไปได้มาก

 

แนวพระราชดำริป่าเปียก จึงนับเป็นทฤษฎีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความชุ่มชื้นเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้ป่าเขียวสดอยู่ตลอดเวลา ไฟป่าจึงเกิดได้ยากการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลดีนิ่ง

 

 

แนวคิดปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
การปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง พระองค์มีพระราชดำรัส ดังนี้

“การ ปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาได้ให้ใช้วิธีปลูกไม้ 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้
ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วยโดยรับน้ำฝนอย่างเดียว
ประโยชน์อย่างที่ 4 คือสามารถช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ”

แปลความสรุปอย่างเข้าใจง่าย ปลูกไม้ให้พออยู่ พอกิน พอใช้ และระบบนิเวศน์
พออยู่ หมายถึง ไม้เศรษฐกิจปลูกไว้ทำที่อยู่อาศัย และจำหน่าย
พอกิน หมายถึง ปลูกพืชเกษตรเพื่อการกินและสมุนไพร
พอใช้ หมายถึง ปลูกไม้ไว้ใช้สอยโดยตรงและพลังงาน เช่น ไม้ฟืน, และไม้ไผ่ เป็นต้น
ประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ สร้างความสมบูรณ์และก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่า

โครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

หลักการและเหตุผล

วัตถุประสงค์

1. ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ตามแนวคิด ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

2. จัดรูปแบบการปลูกให้เกิดคุณค่าและบูรณาการในพื้นที่ทำกินเดิมให้มีสภาพใกล้เคียงกับป่า

3. สร้างมูลค่าต้นไม้ที่ปลูกทำให้เป็นทรัพย์ เพื่อออมทรัพย์และใช้แก้ปัญหาความยากจน

วิธีการดำเนินการ

1. การจัดแบ่งที่ดินทำกินเพื่อใช้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง จากพื้นที่ทำกินอยู่เดิม ที่เป็นพื้นที่สวน ไร่หรือนา     แบ่งพื้นที่ออกมา ร้อยละ 30-50 โดยมีรูปแบบการจัดแบ่ง 3 รูปแบบ ดังนี้

1. พื้นที่จัดแบ่งปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

1.1 จัดแบ่งโดยใช้พื้นที่รอบแนวเขตพื้นที่ทำกิน ปลูกในพื้นที่ร้อยละ 30-50 ตามแนวเขตแดนพื้นที่ ทำกิน

2. พื้นที่จัดแบ่งปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

1.2 จัดแบ่งออกมาชัดเจนเป็นส่วน ปลูกในพื้นที่ร้อยละ 30-50 โดยจัดส่วนอยู่ด้านหนึ่งของพื้นที่

1.3 จัดแบ่งเป็นริ้วหรือแถบตามความเหมาะสม

3. พื้นที่จัดแบ่งปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

2. การจัดองค์ประกอบ พันธุ์ไม้ตามวัตถุประสงค์ โดยการปลูกพันธุ์ไม้ในพื้นที่ตามความเหมาะสม แต่ให้ได้องค์ประกอบซึ่งให้เกิดความพออยู่ พอกิน พอใช้ ดังนี้

2.1 ปลูก เพื่อให้เกิดความเพียงพอในด้านพออยู่ เช่น การปลูกต้นไม้สำหรับใช้เนื้อไม้มาปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เช่น ไม้ตะเคียนทอง, สัก, ยางนา, มะฮอกกานี, กระทินเทพา, จำปาทอง ฯลฯ

2.2 ปลูกเพื่อให้เกิดความเพียงพอในด้านการพอกิน เช่นการปลูกต้นไม้สำหรับใช้กิน เป็นอาหาร เป็นยาสมุนไพร เป็นเครื่องดื่ม ตลอดจนพืชที่ปลูกเพื่อการค้าขายผลผลิตเพื่อดำรงชีพ เช่น ไม้ผลต่าง ๆ ได้แก่ เงาะ, ทุเรียน, มังคุด, ลองกอง, มะม่วง ฯลฯ ไม้ที่ให้ผลผลิตเพื่อขาย เช่น ปาล์ม, มะพร้าว, ยางพารา ฯลฯ

2.3 ปลูกเพื่อให้เกิดความเพียงพอในด้านการพอใช้ เช่น ปลูกต้นไม้สำหรับใช้สอย ในครัวเรือน ใช้พลังงาน ใช้เป็นเครื่องมือต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพ ได้แก่ ไม้ไผ่,หวาย สำหรับจักสานเป็นเครื่องเรือน ของใช้ ฯลฯ ไม้โตเร็วบางชนิดที่ใช้เป็นไม้ฟืน,ถ่าน ไม้พลังงาน เช่น สบู่ดำ, ปาล์ม ฯลฯ ไม้ทำเครื่องมือการเกษตร ได้แก่ การทำด้ามจอบ, มีด, ขวาน, ทำรถเข็น, โต๊ะ, เก้าอี้, ตู้ ฯลฯ

องค์ประกอบตามวัตถุประสงค์ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

จัดโครงสร้างและลำดับชั้นต้นไม้ในป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการจัดโครงสร้าง พันธุ์ไม้ให้มีสภาพใกล้เคียงกับป่า เพื่อเป็นประโยชน์ต่อความสมดุลของระบบนิเวศ โดยให้มีชั้นเรือนยอด 3 ชั้น ได้แก่ เรือนยอดชั้นบน เรือนยอดชั้นกลาง เรือนยอดชั้นล่าง และหากจัดโครงสร้างด้านการใช้ประโยชน์จะเป็น 4 ระดับ คือ ชั้นบน ชั้นกลาง ชั้นล่างและชั้นใต้ดิน ตามรูปแบบเกษตร 4 ชั้น, สวนโบราณ, สวนสมรม

3.1 ไม้เรือนยอดชั้นบนได้แก่ ไม้ที่ปลูกใช้เนื้อไม้ทำที่อยู่อาศัย เช่น ตะเคียนทอง, สัก ยางนา, สะเดา, จำปาทอง ฯลฯ และไม้ที่ลำต้นสูงและที่ลูกเป็นอาหารได้ เช่น สะตอ, เหรียง, กระท้อน, มะพร้าว หมาก ฯลฯ

3.2 ไม้ เรือนยอดชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นไม้เพื่อการกิน, การขาย, การใช้เป็นอาหารและสมุนไพร เช่น มะม่วง, ขนุน, ชมพู่, มังคุด, ไผ่, ทุเรียน, ลองกอง, ปาล์ม ฯลฯ

3.3 ไม้ที่ปกคลุมผิวดิน ทั้งที่เป็นอาหาร, สมุนไพรและของใช้ เช่น กาแฟ ผักป่าชนิดต่าง ๆ ชะพูล, มะนาว, หวาย, สบู่ดำ ฯลฯ

3.4 พันธุ์พืชที่ใช้ประโยชน์จากส่วนที่อยู่ใต้ดิน (พืชหัว)เป็นพืชที่ปลูกเพื่อความพอเพียงในด้านการกิน ได้แก่ กลอย, ขิง ข่า, กระชาย, กระทือ ฯลฯ

ซึ่ง กระบวนการปลูกในรูปแบบดังกล่าวจะได้พันธุ์ไม้ที่เกิดป่า 3 อย่าง คือ ป่าเพื่อพออยู่ ป่าเพื่อพอกินและป่าเพื่อพอใช้ และจะได้ประโยชน์เพิ่มในด้านการรักษาสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม

เรือนยอดชั้นบน

เรือนยอดชั้นกลาง

เรือนยอดชั้นล่าง

ใต้ดิน

ภาพการจัดโครงสร้างและลำดับชั้นเรือนยอดในป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างที่มีลักษณะใกล้เคียงสภาพป่า

4. กระบวนการสร้างมูลค่าต้นไม้ ในโครงการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการให้คุณค่าไม้ ให้เป็นมูลค่าเพื่อเกิดการพออยู่ตามนัยที่ ให้พอรักษาที่ดินทำกินให้อยู่กับเจ้าของผู้ทำกิน ให้เป็นมูลค่าเพื่อการศึกษาเรียนรู้ ในการลดค่าใช้จ่ายจากพืชที่ปลูกไว้บริโภคเอง

5. พื้นที่ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

5.1 ในพื้นที่ทำกินของประชาชนในชุมชนที่อยู่ในหรือรอบแนวเขตป่า

5.2 ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามความเหมาะสม

5.3 ในพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชน

ตารางแสดงชนิดและจำนวนต้นไม้ในแปลงปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ต่อเนื้อที่ 1 ไร่

วัตถุประสงค์ในการปลูก

จำพวกพันธุ์พืช

จำนวน(ต้น/ไร่)

โครงสร้างการจัดลำดับชั้น

บน

กลาง

ล่าง

ใต้ดิน

1.  ปลูกเพื่อพออยู่ 1. ไม้ใช้ประโยชน์เนื้อไม้ประเภทไม้เด่นทรงคุณค่า ได้แก่ ตะเคียนทอง, ยางนา, สัก, จำปาทอง, มะฮอกกานี, พะยอม, มะค่า ฯลฯ

40

P

2. ไม้ใช้ประโยชน์เนื้อไม้ประเภทไม้   โตเร็ว ได้แก่กระถินเทพา, เพาโลเนีย  ฯลฯ

40

P

2.  ปลูกเพื่อพอกิน 1.  ไม้ผลได้แก่ กระท้อน, มะปราง, ขนุน, สะตอมังคุด, เงาะ, ระกำ ฯลฯ

40

P

P

P

2.  ผักสวนครัว ได้แก่ ผักป่าชนิดต่าง ๆ , ผักพื้นบ้านต่าง ๆ

200

P

P

P

3.  พืชหัว ได้แก่ กลอย, ขิง, ข่า, กระชาย, ขมิ้น, กระทือ ฯลฯ

200

P

P

4.  สมุนไพร ได้แก่ ฝาง, พริกไทย, กานพลู, ย่านาง ฯลฯ

100

P

P

P

5.  พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ปาล์ม, ไม้ไผ่ฯลฯ

20

P

P

3.  ปลูกเพื่อพอใช้ 1.  ใช้ทำวัสดุเครื่องมือชนิดต่าง ๆ

10

P

P

P

2.  พืชพลังงานได้แก่ สบู่ดำ, ปาล์มไม้โตเร็วเพื่อ
เป็นฟืน, ถ่าน

40

P

P

3.  ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ

20

P

P

4.  หวายชนิดต่าง ๆ

40

P

P

รวม

750

P

P

P

P

* หมายเหตุ  เลือกชนิดพันธุ์พืชที่ปลูกตามลักษณะท้องถิ่นและความนึกนิย

งบประมาณในการดำเนินการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
ตารางแสดงจำพวก ชนิด ปริมาณพันธุ์พืชและงบประมาณค่าใช้จ่าย
 

รายละเอียดการดำเนินการ

ปริมาณ

หน่วยนับ

งบประมาณ

1.  การจัดหากล้าไม้และทำการปลูก

1.1  ปลูกไม้พออยู่

1.2  ปลูกไม้พอกิน

1.3  ปลูกไม้พอใช้

750

80

560

110

ต้น/ไร่

ต้น/ไร่

ต้น/ไร่

ต้น/ไร่

7,500

800

5,600

1,100

2.  การจัดทำบัญชีและการประเมินค่า

1

ชุด/แปลง

250

3.  การจัดทำแผนที่ GIS รูปแปลงเป็นรายแปลง

1

ชุด/แปลง

250

4.  การบริหารจัดการ

1

แปลง

800

รวม

8,800

* หมายเหตุ งบประมาณ 8,800 บาท ต่อ 1 แปลง แต่จะเพิ่มขึ้นตามขนาดพื้นที่ ส่วนอัตราคงที่ไม่เพิ่มตามขนาดพื้นที่
ได้แก่ งบประมาณข้อ 2,3,

4

ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก

ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏธรรมชาติ (Natural Reforestation)

ป่าต้นน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ลดลงเป็นอย่างมาก จึงทรงพยายามค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณป่าไม้ของประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร โดยวิธีการที่เรียบง่าย และประหยัดในการดำเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดั่งเดิม ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริหลาย วิธีการ คือ

วิธีที่ 1 ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ด้วยวิธีการ 3 วิธี คือ

1) “…ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณ์ โดยไม่ต้องไปปลูกสักต้นเดียว…”2) “…ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้ เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเองเท่านั้น…”

3) “…ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทำอะไรเพราะตอไม้จะแตกกิ่งออกมาอีก ถึงแม้ต้นไม่สวยแต่ก็เป็น ต้นไม้ใหญ่ได้…”

วิธีที่ 2 ปลูกป่าในที่สูง ทรงแนะวิธีการ ดังนี้

“…ใช้ไม้จำพวกที่มีเมล็ดทั้งลายขึ้นไปปลูกบนยอดที่สูง เมื่อโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอยตกลงมาแล้วงอกเอง ในที่ต่ำต่อไป เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ…”
วิธีที่ 3 ปลูกป่าต้นน้ำลำธาร หรือ การปลูกป่าธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทางปฏิบัติว่า

1) ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม คือ

“…ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั่งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการชนิดต้นไม้ที่ศึกษามาได้…”

2) งดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม คือ

“…ไม่ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาปลูกโดยยังไมได้ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน…”
วิธีที่ 4 การปลูกป่าทดแทน

ในขณะที่ประเทศไทยเรามีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศประมาณการได้เพียง 80 ล้านไร่เท่านั้น หากจะเพิ่มเนื้อที่ป่าไม้ให้ได้ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศแล้ว คนไทยต้องช่วยกันปลูกป่าถึง 48 ล้านไร่ โดยใช้ กล้าปลูกไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านต้น ใช้เวลาถึง 20 ปี จึงจะเพิ่มป่าไม้ได้ครบเป้าหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น การปลูกป่า ทดแทนจึงเป็นแนวทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมรรควิธี ในการปลูกป่าทดแทน เพื่อคืนธรรมชาติสู่แผ่นดินด้วยวิธีทางแบบผสมผสานกันในเชิงปฏิบัติดังพระราชดำริตอนหนึ่งว่า

“…การปลูกป่าทดแทนจะต้องทำอย่างมีแผนโดยการดำเนินการไปพร้อมกับการพัฒนาชาวเขา ในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทานและฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกันสำรวจต้นน้ำในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้ำและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง…”

 

ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ป่าไม้ของประเทศไทยถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วตามแรงหนุนเนื่องของประชากรที่เพิ่มขึ้นผนวกกับพลังผลักดันทางเศรษฐกิจระบบทุนนิยมเสรีที่มุ่งค้าขาย โดยใช้ป่าเป็นตัวสำคัญเชิงพาณิชย์ การเช่นนี้ก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งเนื่องจากต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อยามน้ำหลากก็เกิด้ำท่วมฉับพลันและมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง จนเป็นปัญหาต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นทุกข์ร้อนของแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวยิ่งนัก โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เริ่มเสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติเป็นต้นมา

 


ป่าไม้สาธิต… พระราชดำริเริ่มแรกส่วนพระองค์

ในระยะต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีชันธ์เป็นประจำแทบทุกปี โดยในระยะแรกจะเสด็จฯ ด้วยรถไฟพระที่นั่ง ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมดีขึ้น จึงเสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่ง ประมาณปี พ.ศ.             2503-2504       ขณะเสด็จพระราชดำเนินผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรีและเพชรบุรี เมื่อรถยนต์พระที่นั่งผ่านอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีนั้น

 

มีต้นยางขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายทั้งสองข้างทาง จึงได้มีพระราชดำริที่จะสงวนบริเวณป่ายางนี้ไว้ให้เป็นส่วนสาธารณะ แต่ในระยะนั้นไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากต้องจ่ายเงินค่าทดแทนในอัตราที่สูง เพราะมีราษฎรมาทำไร่ทำสวนในบริเวณนั้นจำนวนมาก

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มทดลองปลูกต้นยางด้วยพระองค์เอง โดยทรงเพาะเมล็ดยางในกระถางบนพระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และได้ทรงปลูกต้นยางนั้นในแปลงป่าไม้ทดลองในบริเวณแปลงทดลองปลูกต้นยางนาพร้อมข้าราชบริพาร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 จำนวน 1,250 ต้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดาในลักษณะป่าไม้สาธิต นอกจากนี้ยังได้สร้างพระตำหนักเรือนต้นในบริเวณป่าไม้สาธิตนั้นเพื่อทรงศึกษาธรรมชาติวิทยาของป่าไม้ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งในปี พ.ศ. 2508

 

 

แนวพระราชดำริด้านป่าไม้: ทรงคิดค้นนานาวิธีที่จะอนุรักษ์ป่าไม้ให้ยืนยง

ทรงสร้างความตระหนักให้มีความรักป่าไม้ด้วยจิตสำนึกร่วมกัน (Awareness and

Sharing Participation) มากกว่าวิธีการใช้อำนาจบังคับ

ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ ในปี พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการปลูกต้นไม้ 3 ชนิด ที่แตกต่างกัน คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ เพื่อจะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนประการสำคัญนั้นมีพระราชดำริที่ยึดเป็นทฤษฎีการพัฒนาด้านป่าไม้โดยปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนว่า

…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็พากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง… นับเป็นทฤษฎีที่เป็นปรัชญาในด้านการพัฒนาป่าไม้ที่ยิ่งใหญ่โดยแท้

ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฎธรรมชาติ

(Natural Reforesrtation)

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ลงเป็นอย่างมาก จึงทรงพยายามค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร โดยมีวิธีการที่เรียบง่ายและประหยัดในการดำเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริหลายวิธี คือ

ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ด้วยวิธีการ 3 วิธี คือ

  • …ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตมาเป็นป่าสมบูรณ์โดยไม่ต้องไปปลูกเลยสักต้นเดียว..
  • ….ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเองได้เท่านั้น..
  • …ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทำอะไรเพราะตอไม้ก็จะแตกกิ่งออกมาอีกถึงแม้ต้นไม่นสวยแต่ก็เป็นไม้ใหญ่ได้..

 

ปลูกป่าในที่สูง ทรงแนะนำวิธีการ ดังนี้

  • …ใช้ไม้จำพวกที่มีเมล็ดทั้งหลายขึ้นไปปลูกบนยอดที่สูง เมื่อโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอยตกลงมาแล้วงอกเองในที่ต่ำต่อไป เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ…

 

ปลูกป่าต้นน้ำลำธาร หรือ การปลูกป่าธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทางปฏิบัติว่า

ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม คือ…ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการชนิดต้นไม้ที่ศึกษาได้…

งดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม คือ …ไม่ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาปลูกโดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน…
การปลูกป่าทดแทน

ในขณะนี้ประเทศไทยเรามีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศประมาณการได้เพียง 80 ล้านไร่เท่านั้น หากจะเพิ่มเนื้องที่ป่าไม้ให้ได้ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศแล้ว คนไทยจะต้องช่วยกันปลูกป่าถึง 48 ล้านไร่ ดยใช้กล้าไม้ปลูกไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านต้น ใช้เวลาถึง 20 ปี จึงจะเพิ่มป่าไม้ได้ครบเป้าหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น
การปลูกป่าทดแทนจึงเป็นแนวทฤษฏีการพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมรรควิธีในการปลูกป่าทดแทน เพื่อคืนธรรมชาติสู่แผ่นดินด้วยวิถีทางแบบผสมผสานกันในเชิงปฏิบัติดังพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า
…การปลูกป่าทดแทนจะต้องทำอย่างมีแผนโดยการดำเนินการไปพร้อมกับการพัฒนาชาวเขาในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกันสำรวจต้นน้ำในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้ำและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง…

วิธีการปลูกป่าทดแทน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานคำแนะนำให้มีการปลูกป่าทดแทนตามสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อมของพื้นที่ที่เหมาะสมกล่าวคือ

ปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกแผ้วถางและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

…การปลูกป่าทดแทนในพื้นที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ถูกบุกรุกแผ้วถางจนเป็นภูเขาหัวโล้น แล้วจำต้องปลูกป่าทดแทนเร่งด่วนนั้นควรจะทดลองปลูกต้นไม้ชนิดโตเร็วคลุมแนวร่องน้ำเสียก่อน เพื่อทำให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ ซึ่งจะทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่า เพราะไฟจะเกิดง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น ในปีต่อไปก็ให้ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ถัดขึ้นไป ความชุ่มชื้นก็จะแผ่ขยายกว้างต่อไปอีก ต้นไม้จะงอกงามดีตลอดทั้งปี…
การปลูกป่าทดแทนตามไหล่เขา

…จะต้องปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิด เพื่อให้ได้ประโยชน์อเนกประสงค์ คือ มีทั้งไม้

ผล ไม้สำหรับก่อสร้าง และไม้สำหรับทำฟืน ซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องใช้เป็นประจำ ซึ่งเมื่อตัดไม้ใช้แล้ว ก็ปลูกทดแทนหมุนเวียนทันที…
การปลูกป่าทดแทนบริเวณต้นน้ำบนยอดเขาและเนินสูง

…ต้องมีการปลูกป่าโดยปลูกไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืน ซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎร

สามารถตัดไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนแบบธรรมชาติ ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย…
4. ให้มีการปลูกป่าที่ยอดเขา เนื่องจากสภาพป่าบนที่เขาสูงทรุดโทรม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อลุ่มน้ำตอนล่าง และคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีเมล็ดเป็นฝักเพื่อให้เป็นกระบวนการธรรมชาติปลูกต่อไปจนถึงตีนเขา

 

5. ปลูกป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำ หรือเหนืออ่างเก็บน้ำที่ไม่มีความชุ่มชื้นยาวนานพอ

 

6. ปลูกป่าเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำและแหล่งน้ำให้มีน้ำสะอาดบริโภค

 

7. ปลูกป่าให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยให้ราษฎรในท้องที่นั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโต นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ราษฎรเห็นความสำคัญของการปลูกป่า

 

8. ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ เพื่อเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยแก่สัตว์ป่า

 

บัดนี้ ในหลายโครงการที่เป็นการปลูกป่าทดแทนตามแนวพระราชดำริได้บรรลุผลสัมฤทธิ์น่าพึงพอใจ อาทิเช่น โครงการปลูกป่าชัยพัฒนาแม่ฟ้าหลวง ที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย และที่หนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการปลูกสร้างสวนป่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่างๆ โครงการสวนป่าสิริเจริญวรรษ จังหวัดชลบุรี โครงการปลูกป่าห้วยองคต จังหวัดกาญจนบุรี โครงการปลูกป่าเสริมธรรมชิตในและนอกเขตภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

 

5. การปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์ 4 อย่าง : การรู้จัดใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วยพระปรีชาญาณอย่างชาญฉลาดให้เกิดประโยชน์แก่ปวงชนมากที่สุดยาวนานที่สุดและทั่วถึงกัน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำการปลูกป่าในเชิงผสมผสาน ทั้งด้านเกษตรวนศาสตร์และเศรษฐกิจสังคมไว้เป็นมรรควิธีปลูกป่าแบบลักษณะเบ็ดเสร็จนั้นไว้ด้วย

 

ลักษณะทั่วไปของป่า 3 อย่าง

 

พระราชดำริปลูกป่า 3 อย่างนั้น มีพระราชดำรัส ความว่า …ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม่หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นฟืนอย่างหนึ่ง อันนี้แยกออกไปเป็นกว้างๆใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สำหรับได้ประโยชน์ดังนี้ ในคำวิเคราะห์ของกรมป่าไม้รู้สึกจะไม่ใช่ป่าไม้ แต่ในความหมายของการช่วยเหลือเพื่อต้นน้ำลำธารนั้น ป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวยผลไม้ก็ตามหรือเป็นสวนมฟืนก็ตามนั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่เป็นป่า คือ เป็นต้นไม้และทำหน้าที่เป็นทรัพยากรในด้านสำหรับให้ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้…

 

ประโยชน์ที่ได้รับ 

 

ในการปลูกป่า 3 อย่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชาธิบายถึงประโยชน์ในการปลูกป่าตามพระราชดำริว่า

 

…การปลูกป่า 3 อย่าง แต่ให้ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งได้ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืนนั้น สามารถให้ประโยชน์ได้ถึง 4 อย่าง คือ นอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่แล้ว ยังสามารถให้ประโยชน์อันที่ 4 ซึ่งเป็นข้อสำคัญ คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธารด้วย…

 

และได้มีพระราชดำรัสเพิ่มเติมว่า

 

…การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้ 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ 4 ได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ…

 

พระราชดำริเพื่อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ดำเนินการในหลายส่วนราชการ ทั้งกรมป่าไม้และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกแห่ง คือ การปลูกป่าใช้สอย โดยดำเนินการปลูกพันธุ์ไม้โตเร็วสำหรับตัดกิ่งมาทำฟืนเผาถ่าน ตลอดจนไม้สำหรับใช้ในการก่อสร้างและหัตถกรรมส่วนใหญ่ได้มีการปลูกพันธุ์ไม้โตเร็วเป็นสวนป่า เช่น ยูคาลิปตัส ขี้เหล็ก ประดู่ แค

 

กระถินยักษ์ และสะเดา เป็นต้น

 

วิธีการปลูกป่าเพื่อทดแทนหมุนเวียน

 

นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกป่าเพื่อใช้ทำฟ้นว่า

 

…การปลูกป่าสำหรับใช้เป็นฟืนซึ่งราษฎรจำเป็นต้องใช้เป็นประจำ ในการนี้จะต้องคำนวณเนื้อที่ที่จะใช้ปลูก เปรียบเทียบกับจำนวนราษฎรตลอดจนการปลูกและตัดต้นไม้ไปใช้ จะต้องใช้ระบบหมุนเวียนและมีการปลูกทดแทน อันจะทำให้มีไม้ฟืนสำหรับใช้ตลอดเวลา

 

พระราชดำริ ป่าเปียก ทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้โดยการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิด

 

ประโยชน์สูงสุดในการสร้างแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break)

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงคุณค่าอเนกอนันต์ของน้ำเป็นยิ่งนัก ทรงคำนึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์นั้นจะเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ หากรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ เฉกเช่นเดียวกับพระราชดำริ ป่าเปียก เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่านั้น จึงเป็นมรรควิธีที่ทรงคิดค้นขึ้น จากหลักการที่แสนง่ายแต่ได้ประโยชน์มหาศาล กล่าวคือ ยามที่เกิดไฟไหม้ป่าขึ้นคราใดผู้คนส่วนใหญ่ก็มักคำนึงถึงการแก้ปัญหาด้วยการระดมสรรพกำลังกันดับไฟป่าให้มอดดับอย่างรวดเร็ว แต่แนวทางป้องกันไฟป่าระยะยาวนั้นยังดะเลือนลางในการวางระบบอย่างจริงจัง พระราชดำริป่าเปียกจึงเป็นแนวพระราชดำริหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำการศึกษาทดลองจนได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

 

วิธีการสร้าง ป่าเปียก

 

วิธีการแรก : ทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่างๆ ปลูกตามแนวคลองนี้

 

วิธีที่สอง : สร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟป่าเปียก โดยอาศัยน้ำชลประทานและน้ำฝน

 

วิธีที่สาม : โดยการปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้ำ เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ ซึ่งจะทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าเพราะไฟป่าจะเกิดขึ้นง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น

 

วิธีที่สี่ : โดยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่า Check Dam ขึ้น เพื่อปิดกั้นร่องน้ำหรือลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้จะซึมเข้าไปสะสมในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็น ป่าเปียก

 

วิธีที่ห้า : โดยการสูบน้ำเข้าไปในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วปล่อยน้ำลงมาทีละน้อยให้ค่อยๆ ไหลซึมดิน เพื่อช่วยเสริมการปลูกป่าบนพื้นที่สูงในรูป ภูเขาป่า ให้กลายเป็น ป่าเปียก ซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย

 

วิธีที่หก : ปลูกต้นกล้วยในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นช่องว่างของป่า ประมาณ 2 เมตร หากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะปะทะต้นกล้วยซึ่งอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าพืชอื่นทำให้ลดการสูญเสียน้ำลงไปได้มาก

 

แนวพระราชดำริป่าเปียก จึงนับเป็นทฤษฎีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความชุ่มชื้นเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้ป่าเขียวสดอยู่ตลอดเวลาไฟป่าจึงเกิดได้ยากการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลดียิ่ง

 

พระราชดำริ ภูเขาป่า : ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความรู้เบื้องต้น

 

ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นหลักการดำเนินการ

 

การสร้างภูเขาป่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นมรรควิธีหนึ่งที่พระราชทานแนวคิดอันเป็นทฤษฎีการพัฒนา อันเป็นมิติใหม่แก่วงการป่าไม้ 2 ประการ คือ

 

ประการแรก หากมีน้ำใกล้เคียงบริเวณนั้นโดยมีพระราชดำรัสว่า

 

…ควรสำรวจแหล่งน้ำเพื่อการพิจารณาสร้างฝายขนาดเล็กปิดกั้นร่องน้ำในเขตต้นน้ำลำธารทั้งนี้เพื่อแผ่กระจายความชุ่มชื้นออกไปให้กว้างขวางอันจะช่วยฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณที่สูงให้สมบูรณ์ขึ้น บริเวณดังกล่าวจะได้กลายเป็น ภูเขาป่า ในอนาคตซึ่งหมายความว่ามีต้นไม้นานาชนิด ซึ่งปกคลุมดินในอัตราหนาแน่นที่เหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศแต่ละแห่ง ต้นไม้เหล่านั้นจะมีผลช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นในธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะไม่แห้งแล้งเกินไป และยังช่วยยึดผิวดินอันมีค่าไม่ให้ถูกน้ำเซาะทลายลงมายังพื้นที่ราบอีกด้วย…

 

ประการที่สอง หากไม่มีแหล่งน้ำในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูป่าไม้ในบริเวณภูเขาเสื่อมโทรม มีพระราชดำรัสว่า

 

…ให้พิจารณาส่งน้ำขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถจ่ายน้ำลงไปหล่อเลี้ยงกล้าไม้อ่อนที่ปลูกทดแทนไว้บนภูเขาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งซึ่งกล้าไม้มักมีอัตราสูญเสียค่อนข้างสูง เมื่อกล้าไม้เจริญเติบโตพอสมควรจนสามารถทนทานต่อสภาวะแห้งแล้งได้แล้วในอนาตคภูเขาในบริเวณดังกล่าวก็จะคืนสภาพเดิมเป็นภูเขาป่าที่จะมีความชุ่มชื้นพอสมควร ตลอดจนจะช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในตอนล่างไม่ให้กลายเป็นดินแดนแห้งแล้ง…

 

ซึ่งต่อมาได้พระราชทานพระราชดำรัสเพิ่มเติมว่า

 

….จะต้องพยายามสูบน้ำขึ้นไปทีละชั้นจนถึงระดับสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยพิจารณาใช้เครื่องสูบน้ำพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์กับพลังงานลม ซึ่งมีใช้งานอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อจะได้มิเปลืองเชื้อเพลิง เมื่อนำน้ำขึ้นไปพัก ณ ระดับสูงสุดได้แล้ว จะสามารถปล่อยน้ำให้ค่อยๆ ไหลซึมลงมา เพื่อช่วยเร่งรัดการปลูกป่าไม้ที่มีทั้งพันธุ์ไม้ป้องกันกับไม้โตเร็ว นอกจากนั้นจยังจะแปรสภาพโครงการภูเขาป่า ให้เป็นป่าเปียกซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย…

 

ภูเขาป่าที่เขียวขจีจากแนวพระราชดำรินี้สามารถพบเห็นและเข้าศึกษาวิธีการอนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้แนะให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่งด้วยกัน โดยเฉพาะที่เด่นชัด คือ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

 

แนวพะราชดำริทฤษฎีการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้โดยการใช้ทรัพยากรที่เอื้ออำนวย

 

สัมพันธ์ซึ่งกันและกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด : Check Dam

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่รอดของป่าไม้เป็นอย่างยิ่งทรงเสนออุปกรณ์อันเป็นเครื่องมือที่จะใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ที่ได้ผลดียิ่ง กล่าวคือ ปัญหาที่สำคัญที่เป็นตัวแปรแห่งความอยู่รอดของป่าไม้นั้น น้ำ คือ สิ่งที่ขาดไม่ได้โดยแท้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้ใช้ฝายกั้นน้ำ หรือเรียกว่า Check Dam หรืออาจะเรียกขานกันว่า ฝายชะลอความชุ่มชื้น ก็ได้เช่นกัน

 

Check Dam คือ สิ่งก่อสร้างขวางกั้นทางเดินของลำน้ำ ซึ่งปกติมักจะกั้นห้วยลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และหากช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลเทลงไปในบริเวณลุ่มน้ำตอนล่างนับเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีมากวิธีการหนึ่ง

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชาธิบายว่า การปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น

 

…จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้น้ำค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย…

 

ในส่วนของรูปแบบและลักษณะ Check Dam นั้น ได้พระราชทานพระราชดำรัสว่า

 

…ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบทิ้งหินคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ…

 

ประเภทของ Check Dam นั้น ทรงแยกออกเป็น 2 ประเภท ดังพระราชดำรัส คือ

 

…Check Dam มี 2 อย่าง ชนิดหนึ่งสำหรับให้มีความชุ่มชื้นรักษาความชุ่มชื้น อีกอย่างสำหรับป้องกันมิให้ทรายลงในอ่างใหญ่…

 

จึงอาจกล่าวได้ว่า Check Dam นั้น ประเภทแรก คือ ฝายต้นน้ำลำธารหรือฝายชะลอความชุ่มชื้น ส่วนประเภทที่สองนั้นเป็นฝายดักตะกอนนั่นเอง การสร้าง Check Dam พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมในรายละเอียดว่า

 

…สำหรับ Check Dam ชนิดป้องกันไม่ให้ทรายลงไปในอ่างใหญ่จะต้องทำให้ดีและลึก เพราะทรายลงมากจะกักเก็บไว้ ถ้าน้ำตื้นทรายจะข้ามไปลงอ่างใหญ่ได้ ถ้าเป็น Check Dam สำหรับรักษาความชุ่มชื้นไม่จำเป็นต้องขุดลึกเพียงแต่กักน้ำให้ลงไปในดิน แต่แบบกักทรายนี้จะต้องทำให้ลึกและออกแบบอย่างไรไม่ให้น้ำลงมาแล้วไล่ทรายออกไป…

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพิจารณาสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น เพื่อสร้างระบบวงจรน้ำแก่ป่าไม้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ

 

…ให้ดำเนินการสำรวจหาทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูงที่ใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝายดังกล่าวจำเป็นจะต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ปริมาณมากพอสมควรเป็นเวลานาน 2 เดือน…การเก็บรักษาน้ำสำรองได้นานหลังจากฤดูฝนผ่านไปแล้ว จะทำให้มีปริมาณน้ำหล่เลี้ยงและประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่แข็งแรงและโตเร็วที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้งอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง โดยการจ่ายน้ำออกไปรอบๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้…

 

Check Dam ตามแนวพระราชดำริ กระทำได้ 3 รูปแบบ คือ

 

1. Check Dam แบบท้องถิ่นเบื้องต้น เป็นการก่อสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น กิ่งไม้ และท่อนมั้ล้มขอนนอนไพร ขนาบด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ ในลำห้วย ซึ่งเป็นการก่อสร้างแบบง่ายๆ ก่อสร้างในบริเวณตอนบนของลำห้วยหรือร่องน้ำซึ่งจะสามารถดักตะกอน ชะลอการไหลของน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณรอบวฝายได้เป็นอย่างดี วิธีการนี้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยมาก หรืออาจไม่มีค่าใช้จ่ายเลยนอกจากใช้แรงงานเท่านั้น

 

การก่อสร้าง Check Dam แบบง่ายนี้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

 

ก่อสร้างด้วยท่อนไม้ขนาบด้วยหิน

 

ก่อสร้างด้วยท่อนไม้ขนาบด้วยถุงบรรจะดินหรือทราย

 

ก่อสร้างแบบคอกหมูแกนดินอันขนาบด้วยหิน

 

ก่อสร้างแบบเรียงด้วยหินแบบง่าย

 

ก่อสร้างแบบคอกหมูหินทิ้ง

 

ก่อสร้างแบบหลักคอนกรีตหินทิ้ง

 

ก่อสร้างแบบถุงทรายซีเมนต์

 

ก่อสร้างแบบคันดิน

 

ก่อสร้างแบบคอกหมูถุงทรายซีเมนต์

 

ก่อสร้างแบบหลักไม้ไผ่สานขัดกัน อันเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน

 

Check Dam แบบเรียงด้วยหินค่อนข้างถาวร ก่อสร้างด้วยการเรียงหินเป็นผนัง

 

กั้นน้ำก่อสร้างบริเวณตอนกลางและตอนล่างของลำห้วยหรือร่องน้ำ จะสามารถดักตะกอนและเก็บกักน้ำในช่วงฤดูแล้งได้บางส่วน

 

3. Check Dam แบบคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นการก่อสร้างแบบถาวรส่วนมากจะดำเนินการในบริเวณตอนปลายของลำห้วยหรือร่องน้ำ จะสามารถดักตะกอนและเก็บกักน้ำในฤดูแล้งได้ดี ค่าก่อสร้างเฉลี่ยประมาณ 40,000-50,000 บาท แล้วแต่ขนาดของลำห้วยซึ่งควรมีความกว้างไม่เกิน 4 เมตร

 

ข้อคำนึงในการสร้าง Check Dam

 

1. ควรสำรวจสภาพื้นที่ วัสดุก่อสร้างตามธรรมชาติ และรูปแบบ Check Dam ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศมากที่สุด

 

2. ต้องคำนึงถึงความแข็งแรงให้มากพอที่จะไม่เกิดการพังทลายเสียหายยามที่ฝนตกหนักและกระแสน้ำไหลแรง

 

3. ควรก่อสร้างในพื้นที่ที่ช่องลำห้วยมีความลาดชันต่ำ เพื่อที่จะได้ Check Dam ในขนาดที่ไม่เล็กเกินไป อีกทั้งยังสามารถกักน้ำและตะกอนได้มากพอสมควร และในลำห้วยที่มีความลาดชันสูงก็ควรสร้าง Check Dam ให้ถี่ขึ้น

 

4. วัสดุก่อสร้าง Check Dam ประเภทกิ่งไม้ ท่อนไม้ ที่นำมาใช้ในการสร้างจะต้องระมัดระวังใช้เฉพาะไม้ล้มขอนนอนไพรเป็นลำดับแรกก่อนที่จะใช้กิ่งไม้ ท่อนไม้จากการริดกิ่ง ถ้าจำเป็นให้ใช้น้อยที่สุด

 

5. ถ้าสร้าง Check Dam แบบคอกหมูแกนดินอันแน่น ควรมีทางระบายน้ำด้านข้างเพื่อป้องกันน้ำกัดชะสันฝายจากการที่มีฝนตกหนักจนมีน้ำหลากมาก

 

6. ควรปลูกยืนต้นยึดดินบนสันฝาย เช่น ไคร้น้ำ หรือไม้ชนิดอื่นๆ ที่สามารถขึ้นได้ดีบนที่ชื้น

 

7. ควรดำเนินการก่อสร้าง Check Dam หลังฤดูฝนหรือหลังน้ำหลาก และทุกปีควรมีการบำรุงรักษา ขุดลอกตะกอน ซ่อมแซมสันฝายและทางระบายน้ำล้นอยู่เป็นประจำ

 

 

 

 

 

แนวทางที่เหมาะสมในการสร้าง Check Dam

 

ก่อนดำเนินการควรสำรวจร่องน้ำลำห้วยในพื้นที่ที่มีปัญหาการพังทลายของดิน หรือปัญหาพื้นที่ขาดความชุ่มชื้น โดยพิจารณาถึงความลาดชันของร่องน้ำและสำรวจหาข้อมูลปริมาณน้ำไหลในร่องน้ำมาใช้ประกอบการเลือกตำแหน่งสร้าง Check Dam ดังนี้

 

1. ในพื้นที่ลาดชันสูง ในกรณีที่ความกว้างของลำห้วยไม่เกิน 2 เมตร ควรสร้างฝายผสม ใช้วัสดุธรรมชาติ ไม้ท่อน หิน ถุงบรรจุดินหรือทรายแต่ถ้าความกว้างของลำห้วยมากกว่า 2 เมตร หรือในลำห้วยมีน้ำมาก ควรเพิ่มโครงสร้างของ Check Dam เป็นแบบคอกหมูที่มีโครงสร้างหลายระดับมากน้อยตามปริมาณน้ำ

 

2. ในพื้นที่ลาดชันปานกลาง ควรสร้าง Check Dam แบบคอกหมูหรือแบบท้องถิ่นของชาวบ้าน ถ้าเป็นแบบคอกหมูให้ใช้หินเรียงหรือกระสอบทรายผสมซีเมนต์ขนาบโครงสร้าง

 

3. ในพื้นที่ลาดชันต่ำ ในกรณีที่มีน้ำมากควรสร้างฝายคอนกรีตเสริมเหล็กแต่ถ้ามีน้ำไม่มากนักและความกว้างไม่เกิน 2 เมตร อาจใช้ถุงทรายผสมซีเมนต์ได้

 

 

 

นานาประโยชน์จาก Check Dam อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

1. ช่วยลดการพังทลายของดินและลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำห้วย ทำให้ระยะเวลาการไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น ความชุ่มชื้นมีเพิ่มขึ้น และแผ่ขยายกระจายความชุ่มชื้นออกไปเป็นวงกว้างในพื้นที่ทั้งสองฝั่งของลำห้วย

 

2. ช่วยกักเก็บตะกอนที่ไหลลงมากับน้ำในลำห้วยได้ดี เป็นการช่วยยืดอายุแหล่งน้ำตอนล่างให้ตื้นเขินช้าลง คุณภาพของน้ำมีตะกอนปะปนน้อยลง

 

3. เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่พื้นที่ จากการที่ความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น ความหนาแน่นของพันธุ์พืชก็ย่อมจะมีมากขึ้น

 

4. การที่สามารถทำให้เกิดเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการบริโภคของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ตลอดจนนำไปใช้ในการเกษตรได้อีกด้วย

 

Check Dam จึงนับเป็นพระราชดำริที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ที่ยังประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติทั้งมวล

 

 

 

ทฤษฎีการอนุรักษืและพัฒนา ป่าชายเลน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ : แนว

 

ทางการสร้างวงจรของระบบนิเวศน์ด้วยการปกปักอนุรักษ์และขยายพันธุ์ไม้ป่าชายเลน

 

ป่าชายเลน เรียกชื่อกันหลายอย่างว่า ป่าชายเลนน้ำเค็ม และป่าเลน หรือบางแห่งเรียก ป่าโกงกาง เป็นป่าที่เกิดขึ้นตามชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำของประเทศไทย ลักษณะของป่าชนิดนี้เป็นป่าไม้ผลัดใบ มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากค้ำยัน หรือรากหายใจแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของต้นไม้นั้นๆ

 

ตลอดแนวชายฝั่งทะเลไทยยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร มีส่วนที่เป็นป่าชายเลนอยู่เพียงประมาณร้อยละ 36 ของความยาวชายฝั่งเท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ประมาณ 1,679,335 ไร่ โดยลดลงประมาณเกือบร้อยละ 50 จากที่เคยมี 2,229,375 ไร่ ในปี พ.ศ. 2504 ป่าชายเลนในประเทศไทยขึ้นอยู่กระจัดกระขายตามชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย และด้านทะเลอันดามัน

 

การบุกรุกทำลายป่าชายเลนดำเนินการอย่างต่อเนื่องและรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เฉลี่ยล่วยปี พ.ศ.             2522-2529       ป่าชายเลนลดลงปีละ 81,142 ไร่ สภาพป่าชายเลนโดยทั่วๆ ไป พบว่า ทางภาคใต้ของประเทศไทยแถบฝั่งทะเลอันดามันมีสภาพค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ส่วนทางภาคใต้ฝั่งตะวันออกของอ่าวไทยและภาคกลางบริเวณปากอ่าวไทยมีสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรม ประกอบด้วยไม้ขนาดเล็กและถูกรบกวนจากมนุษย์ในการเปลี่ยนสภาพป่าชายเลนเป็นนากุ้ง นาเกลือ และแหล่งอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับภาคตะวันออก การทำนากุ้งได้ส่งผลกระทบต่อความเสื่อมโทรมของป่าชายเลนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ป่าชายเลนยังถูกทำลายด้วยเหตุอื่นอีกเช่น การทำเหมืองแร่ การเกษตรกรรมบางประเภท การขยายตัวของชุมชน การสร้างท่าเทียบเรือ การสร้างถนนและพาดสายไฟฟ้า รวมทั้งการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เหล่านี้ ทำให้จำนวนป่าชายเลนลดลงอย่างที่มิอาจประมาณการได้

 

ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทถึงปัญหาและความสำคัญยิ่งของป่าชายเลนดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์) ในพระราชพิธีแรกนาขวัญหว่านข้าวในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 สรุปแนวพระราชดำริว่า

 

….ป่าชายแลนมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ชายฝั่งทะเลและอ่าวไทย แต่ปัจจุบันป่าชายเลนของประเทศไทยเรากำลังถูกบุกรุกและถูกทำลายลงไป โดยผู้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจึงควรหาทางป้องกันอนุรักษ์และขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น โดยพาะต้นโกงกางเป็นไม้ชายเลนที่แปลกและขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก เพราะต้องอาศัยระบบน้ำขึ้นน้ำลงในการเติบโตด้วย จึงขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กรมป่าไม้ กรมประมง กรมชลประทาน และกรมอุทกศาสตร์ ร่วมกันหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการทดลองขยายพันธุ์โกงกางและปลูกสร้างป่าชายเลนกันต่อไป…

 

 

 

การสนองพระราชดำริด้านอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน

 

โครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลนในเขตพื้นที่เป้าหมายของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี นับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่บังเกิดขึ้นด้วยกระแสพระราชดำริร่วมกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 โดยได้พระราชทานพระราชกระแสกับหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และนายสุเมธตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ร่วมกันเป็นแกนกลางในการดำเนินการปลูกป่าพระราชทานแก่ประชาชนทั้งมวล ในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นปีที่ 50 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยทรงตั้งมั่นในพระราชหฤทัยที่จะฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้มีสภาพยั่งยืนถาวรยาวนาน

 

การดำเนินการปลูกป่าชายเลน ป่าพระราชทานมูลนิธิชัยพัฒนา-มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง จังหวัดสงขลา และปัตตานีนั้น มีองค์กรที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชน คือ มูลนิธิโททาล (Total) สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนภายใต้โครงการย่อย 3 โครงการ คือ

 

โครงการชุมชนพัฒนาป่าชายเลน ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

 

โครงการศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

 

โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูป่าชายเลน อำเภอหนองจิก

 

จังหวัดปัตตานี

 

 

 

โครงการชุมชนพัฒนาป่าชายเลน ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

 

เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ที่จะทำการพัฒนาชุมชนให้มี่ความสำนึกตระหนักในความรู้ความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนนี้เคยพึ่งพิงอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทยมาเป็นเวลาช้านาน

 

รูปแบบของการพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลนที่ตำบลหัวเขา จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาป่าไม้ที่อาศัยความเกี่ยวพันและเกื้อกูลซึ่งกันและกันของมนุษย์และธรรมชาติ

 

วัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ

 

1. รักษาสภาพแวดล้อมและสนับสนุนการจัดระเบียบที่อยู่อาศัยของชุมชน และเพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำที่จะเสนอทางเลือกของการทำการประมงที่ทางการอนุญาต เช่น อวนลอย

 

2. เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับป่าชายเลนที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตและชุมชน ตลอดจนสามารถประสานสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้องได้อย่างคล่องตัว

 

3. เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกป่าชายเลนและสร้างทัศนคติให้เกิดความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน

 

การปลูกป่าชายเลนที่ตำบลหัวเขา ใช้วิธีการหลายรูปแบบในการดำเนินงาน อาทิเช่น

 

- สร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนยอมรับปฏิบัติและร่วมงานปลูกป่า โดยใช้วิธีการปลูกฝังจิตสำนึกสร้างความคุ้นเคยและประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

 

- จัดการประชุมปรึกษาร่วมกัน เพื่อหาข้อยุติในการเตรียมงานการปลูกป่า ซึ่งทางชุมชนได้จัดสร้างเรือนเพาะชำกล้าไม้ และหากล้าไม้มาร่วมกันปลูกป่าชายเลนกับส่วนราชการ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ อย่างเต็มที่

 

- มีการรวมตัวกันของประชาชนก่อตั้ง ชมราอนุรักษ์ป่าชายเลนทะเลสาบสงขลา ขึ้นโดยมีคณะกรรมการของชมรมประกอบด้วยสมาชิกทั้ง 8 หมู่บ้านของตำบลหัวเขา ร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น

 

- การดูแลรักษาเรือนเพาะชำ

 

- การกั้นรั้วบริเวณเขตป่า

 

- การทำความเข้าใจกับชาวประมงในการดูแลรักษาป่า

 

บัดนี้การปลูกป่าชายเลนโดยประชาอาสานี้ได้มีการปลูกป่าชายเลนร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเป็นครั้งคราวตามโอกาสและวาระอันควร และได้ปลูกป่าชายเลนไปแล้วประมาณ 300 ไร่

 

พระราชดำริด้านป่าชายเลน จึงเป็นบทพิสูจน์ว่ามีคุณค่าสมควรที่จะอนุรักษ์และพัฒนาไว้เป็นอย่างยิ่ง

 

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง

 

ตั้งอยู่ที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี มีป่าชายเลนผืนใหญ่มีอาณาบริเวณกว้างขวางถึง 9,080 ไร่ สภาพป่าทั่วไปจัดได้ว่าเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์มากและยังประโยชน์แก่ชุมชนรอบด้านทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของกุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์และชุกชุมเป็นอย่างมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม มีอาชีพทำการประมงขนาดเล็กโดยอาศัยทำกินในป่าแห่งนี้ รวมทั้งมีการใช้พื้นที่บางส่วนเลี้ยงปลากระพงขาวในกระชังตามลำแม่น้ำ ลำคลอง ตลอดจนเลี้ยงกุ้งกุลาดำหลังแนวเขตป่านี้ด้วย

 

การจัดทำโครงการศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง มีเป้าหมายมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพในด้านการัดการและสงวนรักษาป่าชายเลน โดยมีเจตนารมย์ที่จะให้ทุกฝ่ายมีความรู้ ความเข้าใจในสภาพสมดุลตามธรรมชาติของป่าชายเลน และสร้างความร่วมมือรวมพลังกันระหว่างชุมชนและนักวิชาการที่จะผดุงรักษาป่าชายเลนไว้ให้ยั่งยืนนาน

 

การจัดตั้งศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน จะทำหน้าที่เสริมสร้างการเรียนรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจถึงสภาพแวดล้อมของบริเวณที่ชุมชนอาศัยอยู่ และร่วมคิดหาแนวทางส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมต่างๆ เช่น การร่วมกันปลูกป่าชายเลนให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ให้มีการจัดการด้านป่าชายเลนที่ถูกต้องเหมาะสมกับท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งนี้ศูนย์ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับป่าชายเลนได้รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการด้านป่าชายเลนแก่สาธารณชนทั่วไป

 

การจัดสร้างศูนย์ธรรมชาติป่าชายเลนยะหริ่งนี้ ได้ดำเนินการออกแบบที่ตระหนักถึงการให้ความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติและความกลมกลืนที่ไม่กระทบกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นดั้งเดิม ทางเดินป่าชายเลนยะหริ่ง (The Mangrove Trail) ยาวประมาณ 1,500 เมตร คือเป้าหมายที่จะดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ด้วยการเข้าไปทำการสำรวจและสัมผัสธรรมชาติป่าชายเลนได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะสร้างความประทับใจและรู้แจ้งเห็นจริงในการศึกษาด้านนี้โดยตรง เนื่องจากทางเดินธรรมชาติจะผ่านจุดแสดงข้อมูต่างๆ ที่น่าสนใจในป่าชายเลนโดยมีคำอธิบายการดำรงอยู่ของระบบนิเวศน์ป่าชายเลนให้เข้าใจอย่างแจ่มชัด ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาและอนุรักษ์ป่าชายเลนในแหล่งอื่นต่อไป

 

 

 

โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูป่าชายเลน อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

 

สภาพพื้นที่แห่งนี้เป็นสภาพป่าชายเลนที่เสื่อมโทรมมาก แม้กรมป่าไม้ได้พยายามฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลา 12 ปีแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้บริเวณดังกล่าวนี้ปราศจากการที่ป้องกันลม ที่จะลดความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่ามีพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงที่จะทำการฟื้นฟูปลูกป่าชายเลนได้นั้นมีเพียง 213 ไร่ และปัจจุบันได้เพิ่มความพยายามในการค้นหาแนวทางพัฒนาฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพอุดมสมบูรณ์ดังเดิมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การขุดแพรกเพื่อให้น้ำหล่อดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น

 

ทฤษฎีการพัฒนาป่าชายเลนอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็นหนึ่งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานเพื่อความผาสุขสมบูรณ์แก่แผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

 

ป่าชายเลนหลายแห่งของประเทศไทยจึงบังเกิดขึ้นในลักษณะที่คืนสู่ธรรมชาติพิสุทธิ์อันสมบูรณ์ดังเดิม เช่น ป่าชายเลนที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ป่าชายเลนที่จังหวัดระนอง พังงา และสตูล รวมทั้งที่จังหวัดเพชรบุรีและสมุทรสงครามคงเป็นบทพิสูจน์ถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงสอดส่องในสิ่งแวดล้อมของพระมหากษัตริย์ไทยนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้

 

 

 

การอนุรักษ์และพัฒนา ป่าพรุ ทฤษฎีการพัฒนาโดยหลักการที่ทรงเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติด้วยการปรับปรุงสภาพป่าให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศน์มากที่สุด

 

ป่าพรุ เป็นป่าไม้ทึบ ไม้ผลัดใบประเภทหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่เพียงผืนเดียวในภาคใต้ของประเทศไทย มีลักษณะเด่นชัด คือ เป็นป่าดงดิบที่มีน้ำท่วมขังทั่วทั้งบริเวณ ป่าพรุเกิดจากธรรมชาติสร้างขึ้นโดยสาเหตุที่คลื่นลมทะเลซัดดินทรายชายฝั่งปิดกั้นเป็นแนวสันเขื่อนจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เมื่อซากพืชหล่นทับถมมากขึ้นในน้ำแช่ขังนี้ ก็จะเกิดปฎิกิริยาให้เกิดน้ำและดินเปรี้ยวตามลำดับ

 

ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าพรุรวมทั้งสิ้น 4,000,000 ไร่ ป่าพรุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่กระจายอยู่ในแนวเหนือใต้ด้านตะวันออกของพื้นที่จังหวัด มีเนื้อที่ประมาณ 290,000 ไร่ ประกอบด้วยพรุขนาดใหญ่ 3 แห่ง

 

พรุโต๊ะแดง

 

พรุบาเจาะ

 

พรุกาบแดง

 

พรุโต๊ะแดงจัดได้ว่าเป็นพรุที่มีสภาพป่าพรุซึ่งยังคงสภาพไว้อย่างสมบูรณ์และมี

 

ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เนื้อที่ประมาณ 216,500 ไร่ พื้นที่ป่าติดต่กันเป็นป่าขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอ พื้นที่ป่าพรุในจังหวัดนราธิวาสทั้งหมดนี้ประกอบด้วย

 

ป่าพรุที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ 60,525 ไร่

 

ป่าพรุเสื่อมโทรม 33,525 ไร่

 

ป่าเสม็ดขาว 91,250 ไร่

 

ทุ่งหญ้า 61,350 ไร่

 

พื้นที่กสิกรรม 27,275 ไร่

 

พื้นที่อื่นๆ (หมู่บ้าน ป่าละเมาะและแม่น้ำ) 16,075 ไร่

 

พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกบุกเบิกเพื่อนำมาใช้ในการเกษตร แต่เนื่องจากพื้นที่พรุใน

 

จังหวัดนราธิวาสมีลัษณะทางกายภาพที่ไม่เหมาะสมอยู่หลายประการ ดังนั้นการพัฒนาดังกล่าวจึงดำเนินการไปด้วยความยากลำบากและยังประโยชน์ไม่เต็มที่หากยังใช้ประโยชน์โดยปราศจากการจัดการที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมของพื้นที่พรุก็ยิ่งจะมีแนวโน้นสูงขึ้นในการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมโทรมได้ง่าย

 

ที่มาของแนวพระราชดำริพัฒนาและฟื้นฟูป่าพรุ

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริให้ส่วนราชการต่างๆ ร่วมกันศึกษาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาอันสืบเนื่องมาจากพรุซึ่งในระยะแรกของการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐษนไปยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ในปี พ.ศ. 2517 ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ในหน้ามรสุมราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากมีน้ำไหลบ่าลงมาท่วมพรุเข้าไร่นาเสียหาย จึงมีพระราชดำริเพื่อความร่วมมือกันระบายน้ำจากพรุธรรมชาติทั้งหลายนี้ให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด การระบายน้ำออกจากพรุทำให้ทรงพบว่ามีสภาพดินเปรี้ยวเกิดขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง กระทั่งเมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นในปี พ.ศ. 2525 จึงได้ทำหน้าที่เป็นแกนกลางประสานงานในการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน

 

การสนองพระราชดำริด้วยการกำหนดเขตการใช้ที่ดินในบริเวณพื้นที่ป่าพรุ

 

สืบเนื่องจากที่ราษฎรส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ป่าพรุอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทำให้พื้นที่ป่าพรุบางแห่งเสื่อมโทรมจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป ต้องปล่อยทิ้งร้างไว้ตามสภาพธรรมชาติ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะราษฎรที่อาศัยอยู่รอบพื้นป่า โดยทั่วไปมีฐานะทางเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรให้ผลผลิตต่ำมาก ราษฎรก็ไม่มีความรู้ในการที่จะแก้ไขพื้นที่นั้นให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ การพัฒนาจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

 

 

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้กำหนดเขตการใช้ที่พื้นที่ดินบริเวณพื้นที่พรุในจังหวัดนราธิวาส เพื่อสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกเป็น 3 เขต คือ

 

1. เขตป่าสงวน (Preservation Zone) เป็นบริเวณพื้นที่พรุที่ยังคงนสภาพเป็นป่าธรรมชาติอย่างสมบูรณ์และยังไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์ เนื่องที่ประมาณ 56,907 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนกลางและตอนใต้ของพรุโต๊ะแดง ในเขตอำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี และอำเภอสุไหงโก-ลก และพื้นที่ทางตอนใต้ของพรุบาเจาะในเขตอำเภอเมืองและอำเภอยี่งอ ปกติพื้นที่ป่ามีน้ำท่วมขังเกือบตลอดปีในฤดูฝนระดับน้ำท่วมสูงสุด 2-3 เมตร พื้นที่ป่ามีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ ต้นไม้ส่วนใหญ่แตกรากค้ำยันหรือเป็นพูพอน พื้นที่ป่ามีใบไม้กิ่งไม้แห้งทับถมกันจนมีลักษณะเป็นเนินสูงขึ้นมาจากพื้นที่ป่าทั่วไป พื้นป่ามีระดับสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่เกิน 8 เมตร ดินเป็นดินอินทรีย์ ลึกลงไปเป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงิน ซึ่งมีสารประกอบไพไรท์สะสมอยู่เป็นปริมาณมาก ในเขตนี้พืชพรรณธรรมชาติขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น มีพันธุ์ไม้ยืนต้นขึ้นปะปนกันอยู่มากกว่าร้อยชนิด โดยมีเรือนยอดอยู่ในระดับสูงตั้งแต่ 20-30 เมตรพืชพื้นล่างที่ขึ้นอยู่มีทั้งไม้พุ่ม เถาวัลย์ ปาล์ม หวาย และเฟิร์นนานาชนิด

 

2. เขตอนุรักษ์ (Conservation Zone) เป็นบริเวณพื้นที่พรุที่พืชพรรณธรรมชาติถูกทำลายไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีโครงการพัฒนาเข้าไปดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ป่าถูกทำลายโดยการแผ้วถางและไฟไหม้ทำความเสียหายในช่วงปีที่อากาศแล้งจัด มีเนื้อที่ประมาณ 109,938 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางด้านตะวันตกของพรุบาเจาะในเขตอำเภอเมืองและอำเภอระแงะ และบริเวณทุ่งหญ้ารวมป่าพรุโต๊ะแดงในเขตอำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี และอำเภอสุไหงโก-ลก พื้นที่เป็นที่ลุ่มมีน้ำขังเกือบตลอดปี สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่เกิน 8 เมตร ปกติดินเปียกชื้นตลอดปี ในฤดูฝนระดับน้ำสูงจากผิวดินตั้งแต่ 20-30 เซนติเมตร ไปจนถึง 1 เมตร ดินมีทั้งดินอินทรีย์และดินอนินทรีย์ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวจัด สำหรับทางตอนใต้ของพรุโต๊ะแดงเป็นดินอินทรีย์หนาประมาณ 1-3 เมตร ดินชั้นล่างเป็นดินเลนที่มีสารปรกอบกำมะถันสะสมอยู่

 

น้ำที่ท่วมขังอยู่ในบริเวณนี้ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบเป็นกรดจัด สีดำหรือสีน้ำตาลปนดำเนื่องจากมีสารอินทรีย์แขวนลอยปะปนอยู่มาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเสม็ดขาวและพื้นที่ปาพรุที่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้มีพืชพวกคมบางย่านลำเท็ง กก กระจูด และพืชพวกหญ้าขึ้นเป็นพืชพื้นล่าง หรือเป็นพื้นที่ซึ่งในอดีตถูกแพ้วถางแล้วถูกปล่อยทิ้งร้างไป ต่อมามีไม้เสม็ดขาว กก กระจูด และพืชพวกหญ้าขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

 

3. เขตพัฒนา (Development Zone) เป็นบริเวณพื้นที่พรุที่ได้มีการระบายน้ำออกไปบ้างแล้วพืชพรรณธรรมชาติดั้งเดิมถูกแผ้วถางจนหมดสิ้น มีพื้นที่ที่ใช้เพื่อกิจกรรมทางด้านเกษตรและมีโครงการพัฒนาต่างๆ เข้าไปดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีเนื้อที่ประมาณ 95,015 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตโครงการสหกรณ์นิคมบาเจาะในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอยี่งอ และอำเภอบาเจาะ และสหกรณ์นิคมปิเหล็งในท้องที่อำเภอตากใบและอำเภอสุไหงโก-ลก บริเวณพรุสะปอมท้องที่อำเภอเมือง และบริเวณพรุกาบแดงในท้องที่อำเภอเมืองคาบเกี่ยวอำเภอตากใบ พื้นที่เหล่านี้ได้จัดสรรที่ดินให้ราษฎรเข้าอยู่อาศัยและทำกินอย่างถาวร ส่วนใหญ่มีดครงการชลประทานเข้าไปดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งโดยทั่วไปสูงจากระดับน้ำลดลงต่ำกว่าผิวดิน ประมาณ 0.5-1 เมตร บริเวณพรุบาเจาะส่วนใหญ่มีดินอินทรีย์ถมเป็นชั้นหนาไม่เกิน 2.5 เมตร มีลักษณะเป็นกรดจัดและมีคุณภาพทางเกษตรต่ำ ใต้ชั้นดินอินทรีย์ซึ่งทั้งดินและน้ำมีสภาพความเป็นกรดจัด ส่วนบริเวณพรุกาบแดงและพรุสะปอม ดินมีทั้งดินอินทรีย์ และอนินทรีย์ปะปนกันอยู่ส่วนใหญ่

 

การดำเนินงานพัฒนาพื้นที่พรุ

 

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้จัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาและกำหนดเขตการใช้ที่ดินทั้ง 3 เขต ให้มีการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบผสมผสานให้สอดคล้องกันในหลายด้าน และกำหนดแนวทางการพัฒนาพท้นที่พรุไว้ดังนี้

 

1. เขตสงวน เป็นเขตที่ดำเนินการสงวนรักษาป่าไม้ไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้สภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด หน่อยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือ กรมป่าไม้ ปัจจุบันได้ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแล้ว เมื่อได้มีการตรวจสอบรายละเอียดและประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้วก็จะทำให้การดูแลรักษาพื้นที่เหล่านี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

2. เขตอนุรักษ์ เป็นเขตที่ดำเนินการฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าดังเดิม ซึ่งเปลี่ยนไปเป็นเขตสงวนหรือเปลี่ยนเป็นเขตพัฒนา โดยการใช้พื้นที่กระทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่พรุโดยไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของป่า และจะต้องผ่านการเห็นชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน การดำเนินงานในเขตนี้จึงผันแปรไปได้ตามวัตถุประสงค์ คือ

 

2.1 ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจพันธุ์พืชการทดแทนของสังคมพืช และระบบนิเวศน์ของป่าพรุทั้งหมด โดยมีกรมป่าไม้เป็หน่วยงานหลัก

 

2.2 ศึกษาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกป่าทดแทน และศึกษาวิธีการจัดการเพื่อให้ต้นไม้ที่ปลูกเจริญเติบโตได้ดี มีกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลัก

 

2.3 ประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกันมิให้มีการบุกรุกทำลายป่าพรุอีกต่อไป ดำเนินการโดยกรมป่าไม้และนิคมสหกรณ์

 

2.4 ในกรณีที่มีการจัดทำโครงการพัฒนาในเขตนี้ ให้จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยทุกโครงการ

 

3. เขตพัฒนา เป็นเขตที่กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินงานร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดย

 

3.1 ค้นคว้าวิจัยเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขสภาพดินและน้ำที่มีปัญหา สำหรับใช้กำหนดเป้าหมายและแนวทางในการพัฒนาต่อไป ดำเนินการโดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

3.2 ดำเนินการพัฒนาพื้นที่พรุแบบครบวงจร โดยประกอบด้วยการควบคุมน้ำในพื้นที่ การปรับปรุงดิน การเลือกชนิดพืชที่ปลูก การสหกรณ์และการตลาด

 

3.3 เลือกพื้นที่ดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการของราษฎร โดยพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ เช่น สภาพดิน สภาพน้ำ และสภาพภูมิประเทศ

 

3.4 รัฐเป็นผู้ดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญจนแล้วเสร็จ และในระยะแรกรัฐจะจัดหาวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืชต่างๆ ให้แก่ราษฎร

 

3.5 รัฐเป็นผู้จัดสรรงบประมาณ และบริหารโครงการพัฒนาที่ดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว

 

การค้นคว้าวิจัยป่าพรุตามพระราชดำริก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ คณะผู้ดำเนินงานสนองพระราชดำริมีความเห็นว่า เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่พรุเป็นไปอย่างสอดคล้องผสมผสานกันทั้งในเรื่องอนุรักษ์และการพัฒนาพื้นที่เขตต่างๆ ในป่าพรุได้ดำเนินการไปพร้อมดันอย่างได้ผลดียิ่ง ส่วนราชการอันประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ร่วมกับกรมป่าไม้ได้รับสนองพระราชดำริ โดยจัดหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับป่าพรุขึ้นบริเวณคลองโต๊ะแดงฝั่งขวา บริเวณบ้านโต๊ะแดง หมู่ที่ 8 ตำบลปูโต๊ะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และจัดตั้ง ศูนย์ศึกษาวิจัยและธรรมชาติป่าพรุสิรินธร ขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา ซึ่งศูนย์แห่งนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมของป่าพรุอย่างละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ในลักษณะของเส้นทางเดินธรรมชาติ (Nature Tralil) และนิทรรศการความรู้ต่างๆ